บทบาทกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน FIDF

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ “เครื่องมือในการแก้ปัญหาสถาบันการเงินล้ม” และในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการเข้าไปช่วยอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหาตามนโยบายรัฐบาล จนทำให้มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีหนี้ที่เป็นภาระรัฐบาลต้องชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท
กองทุนฟื้นฟูฯ คืออะไร
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จัดตั้งขึ้นโดยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2548 เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือในทางการเงินเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 27 พ.ย. 2528 ใช้ชื่อภาษาอังกฤษของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ว่า Financial Institutions Development Fund หรือใช้ตัวย่อว่า “FIDF”
‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ปี 40 ก่อหนี้ผูกพันไม่จบ 
วิกฤตการณ์การเงิน 2540 หรือ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ เริ่มต้น 2 ก.ค. 2540 เป็นวันที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) วิกฤตครั้งนั้น ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายอย่างมากต่อประเทศไทย มีปัญหาและภาระที่รุมเร้า เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง, ปัญหาหนี้ต่างประเทศ, การลงทุนเกินตัวและฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
การชำระคืนหนี้ ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 6 แสนล้าน
ก่อนหน้าที่ จะออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ มีการแบ่งภาระการคืนหนี้ โดย ธปท.จ่ายคืนเงินต้น และกระทรวงการคลังจ่ายดอกเบี้ย แต่ ธปท.ประสบภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อเนื่องหลายปี และยังขาดทุนสะสม จึงไม่มีกำไรมาชำระคืนเงินต้น จากที่คาดว่าจะใช้เงินต้นหมดภายใน 20 ปี ปรากฏว่า 10 ปี นำส่งได้แค่ 1.3 แสนล้านบาท จากเงินต้น 1.3 ล้านล้านบาท กลายเป็นคลังที่ต้องรับภาระจ่ายดอกเบี้ยสะสมสูงถึง 600,000 ล้านบาท 
ต่อมาในปี 2555 รัฐบาลสมัย (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) อนุมัติให้ตราพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ เพื่อปรับปรุงและจัดการระบบการชำระหนี้เงินกู้เสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เป็นภาระต่องบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลอีกต่อไป และให้ ธปท.เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของกองทุนดังกล่าว ตลอดจนปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการนำไปชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงหลักเกณฑ์และแหล่งเงินในการชำระคืนต้นเงินกู้ที่กำหนดไว้แต่เดิม พร้อมกับเพิ่มเติมการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการดังกล่าวด้วย
การออก พ.ร.ก.ของรัฐบาล ส่งผลดีต่อสถานะกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 
ธปท.ได้จัดทำรายงานประจำปี 2566 พบว่า หนี้คงเหลือปัจจุบันที่อยู่ในบัญชีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ตามบัญชี FIDF 1 และ FIDF 3 ณ เดือน เม.ย.2567 เป็นวงเงิน 590,869  ล้านบาท จากยอดที่รับมาดำเนินการเมื่อเดือน ม.ค.2555 อยู่ที่ 1.13 ล้านล้านบาท แบ่งได้ ดังนี้
    1.FIDF 1 ยอดที่รับมาดำเนินการเมื่อเดือน ม.ค.2555 อยู่ที่ 463,275 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือ 265,327 ล้านบาท
2.FIDF 3 ยอดที่รับมาดำเนินการเมื่อเดือน ม.ค.2555 อยู่ที่ 675,030 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือ 325,542 ล้านบาท
    ทั้งนี้ ธปท.นำอัตราเงินนำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF fee) จากธนาคารพาณิชย์อัตรา 0.46% ต่อปี มาเข้ากองทุนเพื่อชดเชยส่วนนี้แทนการตั้งงบประมาณใช้คืนที่ทำมานับสิบปี ปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันหนี้ส่วนนี้ยังนับเป็นหนี้สาธารณะ เพราะอยู่ในบัญชีหนี้สาธารณะของรัฐบาลทำให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ต้องบันทึกหนี้สาธารณะรายงานและคำนวณในหนี้สาธารณะของประเทศทุกปี
แนวทางแก้หนี้-เพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งผลดีต่อประเทศ-ประชาชน
รัฐบาลกำลังวางแนวทางในการบริหารงานเกี่ยวกับ ธปท.เพื่อให้ส่งเสริมนโยบายการทำงานของรัฐบาลได้มากขึ้น โดยหนี้สาธารณะบางส่วนที่อยู่ในบัญชีบริหารหนี้สาธารณะที่เกิดจากความเสียหายของสถาบันการเงิน ตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2540 โดยให้ ธปท.รับหนี้จำนวนนี้ไปอยู่ในบัญชีการบริหารหนี้ของ ธปท.เองทั้งหมด เพื่อให้หนี้ในส่วนนี้ไม่ต้องอยู่กับกองทุน FIDF ที่จะต้องมานับเป็นหนี้สาธารณะ จะช่วยให้บริหารงบประมาณและหนี้สาธารณะในส่วนของรัฐบาลได้คล่องตัวมากขึ้น
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
ชื่อ widget
 
 

ตัวอย่างใส่อะไรก็ได้ลงไป text , รูป ,วีดิโอ