<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารรัฐบาล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859</link>
<atom:link href="https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พลโท อดุลย์” ชู 6 ประเด็น ยกระดับการป้องกันประเทศรับโลกแห่งความไม่แน่นอน จากภัยคุกคามหลายมิติ ย้ำความมั่นคงเป็นภารกิจของทั้งประเทศ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/532537</link>
<guid isPermaLink="false">7a01569b2fa18bb019b0325f0c80f18a</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 ส.ค. 69) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อ &ldquo;Defence and Security in an Era of Uncertainty: การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน&rdquo; โดยเสนอกรอบการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมชู 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการป้องกัน รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากภัยคุกคามในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลโท อดุลย์ กล่าวว่า โลกเปลี่ยน ภัยคุกคามก็เปลี่ยน วันนี้สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อทหารสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในสนามรบ ภัยคุกคามอาจเริ่มต้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ห้องทดลอง โรงงานพลังงาน ท่าเรือ ระบบการเงิน หรือแม้แต่ข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ในแต่ละวัน สงครามยุคใหม่จึงไม่ได้ถามเพียงว่า &ldquo;ใครมีกองทัพใหญ่กว่า&rdquo; แต่ถามว่า &ldquo;ใครปรับตัวได้เร็วกว่า ใครมีระบบที่แข็งแรงกว่า และใครสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้&rdquo; สำหรับ 6 ประเด็นสำคัญ ในการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ประกอบด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. มองภัยคุกคามให้กว้าง และมองให้เห็นก่อนกลายเป็นวิกฤต</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภัยคุกคามในปัจจุบันเปลี่ยนจากภัยทางทหารแบบดั้งเดิมไปสู่ภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats) ครอบคลุมทั้งภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรนและระบบไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร โรคระบาด ภัยพิบัติ รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ดังนั้น ประเทศต้องเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า &ldquo;เราจะรับมือกับภัยที่เกิดขึ้นอย่างไร&rdquo; ไปสู่ &ldquo;เราจะมองเห็นภัยก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤตได้อย่างไร&rdquo; ซึ่งถือเป็นหัวใจของการป้องกันประเทศยุคใหม่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. ยกระดับความพร้อมของกองทัพ จากความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์สู่ความพร้อมของทั้งระบบ</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กองทัพต้องเตรียมพร้อมรับภัยคุกคามหลายมิติ โดยไม่วัดความพร้อมจากอาวุธที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคนที่ทันสมัย ข้อมูลที่ทันสมัย เทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบตัดสินใจที่ทันสมัย รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุม ระบบสื่อสารสำรอง และการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพราะเมื่อเกิดวิกฤต สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องไปถึงผู้ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และทุกหน่วยต้องสามารถทำงานร่วมกันได้ &ldquo;ความพร้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การมีทุกอย่าง แต่คือการสามารถทำงานร่วมกันได้เมื่อเกิดวิกฤต กองทัพจึงต้องเป็นทั้งกำลังรบ และกำลังแห่งความพร้อมของประเทศ&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. สร้างความได้เปรียบจาก 5 ปัจจัย: &nbsp;คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในโลกยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่กำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเชื่อมโยงคน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชน (Public Trust) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ เพราะแม้จะมีกองทัพที่เข้มแข็ง แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น ความมั่นคงของประเทศก็ไม่อาจยั่งยืน &ldquo;ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของทั้งประเทศในการรวมพลัง และตัดสินใจให้ถูกต้องในเวลาที่สำคัญที่สุด&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>4. สร้าง National Resilience ให้ประเทศพร้อมก่อนวิกฤตมาถึง</strong><br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การสร้างความมั่นคงต้องครอบคลุมตั้งแต่ ป้องกัน &ndash; เตรียมพร้อม &ndash; ตอบสนอง - ฟื้นฟู โดยต้องมีระบบประเมินภัยคุกคามที่มองไปข้างหน้า เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุข และภาคเอกชน มีแผนสำรองสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ฝึกซ้อมสถานการณ์วิกฤตร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และสร้างความรู้ความตระหนักด้านความมั่นคงให้แก่ประชาชน โดยเน้นย้ำว่า &ldquo;ในวันที่เกิดวิกฤตจริง ประเทศไม่มีเวลามาสร้างระบบใหม่ ระบบต้องถูกสร้างและซ้อมไว้ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีวิกฤต&rdquo; พร้อมทั้งยืนยันว่าจะผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>5. เปลี่ยนจาก &ldquo;ซื้ออาวุธ&rdquo; สู่ &ldquo;สร้างขีดความสามารถของประเทศ&rdquo;</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องมีความสามารถในเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ โดยเฉพาะโดรนและระบบไร้คนขับ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบบัญชาการ ระบบสื่อสาร ดาวเทียม ระบบพลังงานและแบตเตอรี่ อุปกรณ์ป้องกันภัย และเทคโนโลยีสำหรับการจัดการภัยพิบัติ การจัดหาในอนาคตจึงต้องถามให้มากกว่าว่า &ldquo;จะซื้ออะไร&rdquo; แต่ต้องถามว่า &ldquo;ประเทศไทยได้อะไรกลับมา&rdquo; ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย การจ้างงาน และการต่อยอดอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;6. รักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Balance) โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง</strong><br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ประเทศไทยควรสามารถรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับมิตรประเทศทุกฝ่าย บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วม ความเคารพซึ่งกันและกัน และความเป็นอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศหนึ่งกลายเป็นข้อจำกัดต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง &ldquo;ประเทศไทยต้องสามารถพูดคุยกับทุกฝ่าย ร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องสามารถตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศไทยได้ด้วยตัวเอง&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ พลโท อดุลย์ ยังกล่าวอีกว่า จากประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้ปฏิบัติในพื้นที่และงานด้านความมั่นคงหลายระดับ จนมาสู่บทบาทผู้กำหนดนโยบาย ทำให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงของประเทศไม่สามารถสร้างได้ด้วยกองทัพเพียงองค์กรเดียว แต่ต้องเกิดจากความพร้อมของรัฐบาล ภาคเอกชน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และประชาชน จึงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนคำถามจาก &ldquo;กองทัพพร้อมรบหรือยัง?&rdquo; ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ &ldquo;ประเทศไทยพร้อมรับมือกับโลกที่ไม่แน่นอนแล้วหรือยัง?&rdquo; พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการสร้างกำลังรบ แต่คือการสร้างความสามารถของประเทศในการอยู่รอด ปรับตัว และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ประเทศที่มั่นคง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อภัยคุกคามมาถึงแล้ว ยังสามารถยืนหยัด ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือโจทย์ของการป้องกันประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน และเป็นความมั่นคงที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202608183c39e783d9d8dc832551e0faf7dc1168094502.jpg' type='image/jpg' length='1523577' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตโลก ชวนนักลงทุน-ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/532535</link>
<guid isPermaLink="false">6e18acb32243b256660ba73df9d08aa4</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;ศุภจี&rdquo; ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตโลก ชวนนักลงทุน-ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 ส.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership&nbsp;ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) โดยมี นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย และนายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย หอการค้าสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคเอกชนไทย&ndash;สหรัฐฯ เข้าร่วมงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Building on a Longstanding Partnership&rdquo; และถือเป็นโอกาสสำคัญในการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอเมริกัน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐอเมริกาครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ศตวรรษครึ่ง สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าของโลก ผ่านคุณค่าด้านเสรีภาพ นวัตกรรม และการประกอบการ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ (resilient,&nbsp;secure&nbsp;and&nbsp;trusted&nbsp;manufacturing and supply chain base) สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก โดยพื้นฐานสำคัญของความมุ่งมั่นดังกล่าว คือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกันได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทยจึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับทิศทางในอนาคตประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐอเมริกา เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน อีกทั้งยังได้เน้นย้ำว่า ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาบนพื้นฐานของ &ldquo;Partnership and Co-creation&rdquo; หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับด้านการค้า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะพลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความพยายามของไทยในการผลักดันกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งได้กำหนดจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ด้านการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว บริษัทไทยได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาแล้วมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ การลงทุนของไทยในสหรัฐอเมริกายังมีส่วนช่วยสร้างการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสามารถสร้างโอกาส การจ้างงาน และการเติบโตให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นางศุภจี ได้กล่าวย้ำว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ยังเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน จะยังคงเข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีความยืดหยุ่น ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป พร้อมทั้งขอบคุณหอการค้าไทย AMCHAM Thailand และ U.S. Chamber of Commerce ที่ร่วมกันจัดงาน และโดยเฉพาะ AMCHAM Thailand ที่มีบทบาทมาอย่างยาวนานในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากงาน Thailand&ndash;U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202608187ac0e817fda0829877eca23000433e18093947.jpg' type='image/jpg' length='1505205' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กกพ. เคาะลดค่าไฟบ้านเหลือ 3.86 บาท/หน่วย เริ่มรอบบิล ก.ย. 69 ตัดค่าไฟสาธารณะออก ลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/531747</link>
<guid isPermaLink="false">89d4540f3cc51f2c90d10d66297d708b</guid>
<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 11:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(13 ส.ค. 69) นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 31/2569 (ครั้งที่ 1,021) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และการทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว โดยมีมติเห็นชอบให้มีผลตั้งแต่บิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้าดังกล่าว ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยใหม่อยู่ที่ 3.69 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนกันยายน&ndash;ธันวาคม 2569 ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วยแล้ว ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยทุกประเภทลดลงจาก 3.95 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 3.86 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 5 แอมแปร์ ได้แก่ ประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และประเภทที่ 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งมิเตอร์ขนาดเกิน 5 แอมแปร์ ได้แก่ ประเภทที่ 1.2 ของ กฟน. และประเภทที่ 1.1.2 ของ กฟภ. โดยกำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ โครงสร้างใหม่ดังกล่าวยังนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสาธารณะออกจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดยนำค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสาธารณะออกในอัตรา 0.0634 บาทต่อหน่วย เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน สำหรับการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 201 หน่วยขึ้นไป ส่งผลให้อัตราค่าพลังงานไฟฟ้า (ไม่รวมค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับหน่วยที่ 201&ndash;400 ลดจาก 4.2218 บาทต่อหน่วย เป็น 4.1584 บาทต่อหน่วย และหน่วยที่ 401 ขึ้นไป ลดจาก 4.4217 บาทต่อหน่วย เป็น 4.3583 บาทต่อหน่วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย กกพ. เห็นชอบให้ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าเพื่ออยู่อาศัยที่ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร โดยผู้ใช้ดังกล่าวจะต้องเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่ออยู่อาศัยในลักษณะถาวรต่อเนื่อง มีประวัติการชำระค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 6 เดือน และติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ให้บริการเพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามเงื่อนไขที่กำหนด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอดังกล่าว ระหว่างวันที่ 24 - 31 กรกฎาคม 2569 ก่อนนำผลเสนอ กกพ. พิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จากนั้นจึงได้ตรวจทานรายละเอียดและมีหนังสือแจ้งมติไปยังการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามโครงสร้างใหม่ตั้งแต่บิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260814b1c53a56cd904cd531afa86e24609bd6113359.jpg' type='image/jpg' length='1311138' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน เร่ง Quick Big Win การค้า-ท่องเที่ยว-เกษตร-SMEs ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน - 1 ปี]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/531349</link>
<guid isPermaLink="false">1c217679ebb7bfb3d17d4d7570053949</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการวางโครงสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้รับผิดชอบด้านการค้าและการบริการ ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว คุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การค้าปลีกค้าส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยจะวางทั้งกรอบแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy</strong> มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประสบการณ์ของไทย สร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้มาเยือน เชื่อมโยงเมืองรอง ชุมชน สินค้าและบริการ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. ด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง</strong> โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งยกระดับภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs</strong> ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน มุ่งดูแลระบบนิเวศของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ ลดภาระและปรับปรุงใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ ยกระดับสินค้าและบริการ ส่งเสริมการ Scale Up และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีการค้าปลีกค้าส่งเป็นหนึ่งในมิติที่เชื่อมโยงอยู่ด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;4. ด้านการค้าระหว่างประเทศ</strong> นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน มุ่งสร้างสมดุลทางการค้า ขยายตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA รับมือบริบทการค้าโลกและแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของทั้ง 4 คณะทำงาน คือ การจัดทำ Quick Big Win ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน - 1 ปี โดยเน้นการทบทวนและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ควบคู่กับการวาง Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพในระยะ 2 - 4 ปี โดยทั้ง 4 คณะจะทำงานเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนนำข้อเสนอเสนอต่อคณะอนุกรรมการ และผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การทำงานจะมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศจะเร่งค้นหาพื้นที่และโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการแข่งขันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำปัญหาจากพื้นที่มาสู่การแก้ไขเชิงนโยบาย โดยภาคเกษตรจะมุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่และมูลค่าสูง ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด ส่วนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระใบอนุญาต เพิ่มองค์ความรู้ และสนับสนุนการ Scale Up เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่า อาชีพ และรายได้ให้ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ผ่านประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้นำเสนอมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว &ldquo;เมืองน่าเที่ยว&rdquo; หรือเมืองรอง ที่มีมากกว่า 50 จังหวัด และการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้เข้าถึงระดับชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปของเงินสนับสนุน (Payment) เน้นสนับสนุนภาคบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าอาหารผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มดำเนินการให้ทันในช่วง &ldquo;กรีนซีซั่น&rdquo; (Green Season) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ&nbsp;อีกทั้งยังได้นำเสนอแนวทางการจัดเก็บ &ldquo;ค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ&rdquo; ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยเงินจำนวนนี้จะนำเข้าสู่ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว: ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-made) ในเมืองน่าเที่ยวต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การดูแลนักท่องเที่ยว: จัดสรรเป็นค่าประกันภัยและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ความยั่งยืน: นำไปเยียวยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับความคืบหน้า โครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว)ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; ภายหลังการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ทั้งเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ช่วงเวลาที่เหมาะสม และรูปแบบการสนับสนุนค่าที่พักการออกแบบมาตรการให้ความสำคัญกับ &ldquo;การเยียวยาควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ&rdquo; โดยต้องการให้การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ &ldquo;คนตัวเล็ก&rdquo; ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น เป้าหมายของมาตรการไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนการเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวลงไปถึงผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว โดยรายละเอียดเบื้องต้น รัฐบาลจะสมทบค่าใช้จ่ายในส่วนของโรงแรมที่พักไม่ว่าจะเป็นรัฐช่วยสมทบที่ 50 ต่อ 50% หรือ 60 ต่อ 40% แต่จะไม่มีการแบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ โดยจะยึดตามแนวทางหลักของคณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ ซึ่งการออกแบบมาตรการมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202608131d0b45b45b736e828d44d86bb0fcdd1e114238.jpg' type='image/jpg' length='1384477' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นวาระแห่งชาติ ห้ามพกอาวุธ ดูแลสุขภาพจิตนักเรียน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/531103</link>
<guid isPermaLink="false">586848e168c09790ff2a0c7a8fde8490</guid>
<pubDate>Wed, 12 Aug 2026 12:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(11 ส.ค. 69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; จากเหตุความรุนแรงในโรงเรียนพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยมุ่งยกระดับการป้องกันและรับมือเหตุในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยให้นำประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด การกำกับดูแลและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม รวมทั้งการกำหนดมาตรการดูแล ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ตลอดจนกำหนดให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัย โดยให้สถานศึกษาดำเนินการทันที และขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยออก 7 มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา เพื่อเป็นช่องทางการแจ้งข้อมูลข่าวสาร การให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ เกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษา ปัญหาด้านการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้ง ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือปัญหาอื่นใดแก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา หรือผู้ปกครอง โดยเชื่อมโยงกับศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประสานงานและหาแนวทางความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นกลไกสำหรับการแสวงหาทางออก การแก้ไขปัญหา การฟื้นฟู การเยียวยา การบำบัดรักษา หรือการบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ (Copycat Effect)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.1 ให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดทำแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร มาตรการความปลอดภัยสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ มาตรการความปลอดภัยในการเดินทางไป &ndash; กลับ ระหว่างสถานที่พักกับสถานศึกษาของนักเรียนและนักศึกษา รวมทั้งการเดินทางไปทัศนศึกษาและให้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นประจำ โดยดำเนินการให้มีความสอดคล้องกับแผนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในห้วงระยะเวลาที่มีการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาให้ดำเนินการตรวจตราความปลอดภัยเพื่อป้องกัน ป้องปราม และเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.2 กรณีมีความจำเป็นต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของอื่นใดในการจัดการเรียนการสอน หรือการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มีลักษณะเป็นสิ่งของมีคมหรือมีลักษณะที่อาจเป็นอันตรายหรืออาจใช้กระทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจได้ ให้สถานศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาหรือเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลและเฝ้าระวังการใช้งานวัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของเช่นว่านั้นอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.1 ให้สถานศึกษาจัดระบบ ดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยเร่งด่วน พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติกับบุคลากรด้านจิตวิทยาหรือนักจิตวิทยาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษา เพื่อเร่งเข้ามาดูแล ช่วยเหลือ คัดกรอง ให้คำปรึกษา คำแนะนำ บำบัดรักษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรวดเร็วและมีความเหมาะสม ตลอดจนการประสานส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.2 ให้สถานศึกษาจัดให้มีการพัฒนาครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น รวมทั้งการดูแล ช่วยเหลือ คัดกรอง ให้คำปรึกษา คำแนะนำ บำบัดรักษา ฟื้นฟู เยียวยาด้านสุขภาพจิตแก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>4. ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัยและการกำกับดูแลการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา โดยพิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการประจำสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร หรือบุคคลอื่นใดในพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษา เป็นต้น เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;5. ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ให้สถานศึกษาทุกแห่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองของนักเรียนและนักศึกษาได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสังเกตการณ์หรือเยี่ยมเยียนการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นใจในความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยดำเนินการตามแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>6. ให้มีการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ให้สถานศึกษาทุกแห่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การจัดการความขัดแย้ง การจัดการและการควบคุมอารมณ์ของตนเอง การสื่อสารอย่างถูกต้อง ไม่ให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ และการประนีประนอม รวมทั้งการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักเรียนด้วยกัน ระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง และระหว่างนักเรียน ผู้ปกครองกับข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> &nbsp;7. ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone) ห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครองหรือบุคคลอื่นใดนำพาหรือพกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง สิ่งเทียมอาวุธปืน ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ สารระเหยแก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า สเปรย์พริกไทย สนับมือ บุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้าหรือบารากู่ไฟฟ้า สารเคมี อาวุธมีด ดาบ เหล็กขูดชาร์ปกรรไกร คัตเตอร์ เข้ามาภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาโดยเด็ดขาด&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กรณีนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่นใดไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้ความยินยอม หรือขัดขวางการแสดงตนเพื่อการลงทะเบียนหรือการเปิดเผยสัมภาระหรือสิ่งของที่ได้นำพาหรือพกพาติดตัวมา ให้สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ให้เชิญตัวบุคคลดังกล่าวไปยังห้องฝ่ายปกครอง ป้อมยามหรือให้พักคอยบริเวณพื้นที่จุดตรวจสอบและคัดกรองความปลอดภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- รีบแจ้งให้ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา หรือผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมเป็นพยานในการตรวจสอบและคัดกรองความปลอดภัย หรือให้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือดำเนินการตามกฎหมายโดยเร่งด่วน และอาจดำเนินการอื่นใดเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุในการระงับ ยับยั้ง หรือลดความเสี่ยงเพื่อป้องกันอันตรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีเป็นบุคคลภายนอกหรือผู้มาติดต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวเข้าไปภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาโดยเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - แจ้งเตือน เฝ้าระวัง และตรวจตราความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาตามแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ให้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือดำเนินการตามกฎหมายโดยเร่งด่วน และอาจดำเนินการอื่นใดเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุในการระงับ ยับยั้ง หรือลดความเสี่ยงเพื่อป้องกันอันตรายได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่กระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาให้สั่งปิดสถานศึกษาได้ตามความจำเป็น และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องโดยทันที</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่จะเร่งป้องกัน เตรียมพร้อม และดูแลนักเรียนทั้งกายและใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะประสานขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้นำมาตรการความปลอดภัยไปปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้เรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กนักเรียนทุกคน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม - 9 กันยายน 2569 เพื่อวางกฎหมายแม่บทและระบบรองรับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาในระยะยาว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202608125f598025f51474f2653162685c512199123818.jpg' type='image/jpg' length='1627223' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ล้าง 3 หมื่นระบบเก่า-ร้าง ใน 15 วัน บังคับใช้ MFA ป้องกันข้อมูลรั่วไหล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/531101</link>
<guid isPermaLink="false">09485088fd25f2ae652903d6c5449fdd</guid>
<pubDate>Wed, 12 Aug 2026 12:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน หน่วยงานภาครัฐรั่วไหลและถูกขโมยข้อมูลเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีแนวทางป้องกัน แก้ไขและการรับมือสำหรับประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจาก คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศปช. หรือ ThaiCERT) ได้แจ้งว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งใช้ชื่อว่า ALIEN TXTBASE Stealer Logs ได้นำข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยมาเผยแพร่ใน Telegram จำนวนมากกว่า 16,520 ไฟล์ (5 เทระไบต์) และได้มีการเพิ่มเติมข้อมูลทุกวัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบด้วย 1. ที่อยู่อีเมลเฉพาะบุคคล 2. เว็บไซต์และรหัสผ่านที่เข้าใช้ระบบงานของหน่วยงาน ซึ่งบางข้อมูลเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ ศปช. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของประเทศไทย (Domain ที่ลงท้ายด้วย .th) พบว่า มีข้อมูลจำนวน 221,947,958 รายการ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัท/องค์กร สถาบันการศึกษา องค์กรไม่แสวงผลกำไร หน่วยงานกองทัพ และอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลที่ถูกขโมยอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบ และอาจถูกขโมยข้อมูลสำคัญ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานและประชาชน หากผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบไปใช้ในการโจมตี สำหรับข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยหรือรั่วไหล กมช. แจ้งว่า เกิดจากสาเหตุและลักษณะการโจมตี ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing): ผู้ไม่หวังดีส่งอีเมล/เว็บไซต์ปลอม หลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเอง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- มัลแวร์/Keylogger: มีการติดตั้งโปรแกรมแอบแฝงในเครื่องของผู้ใช้ แล้วดักจับข้อมูลการพิมพ์ เช่น รหัสผ่าน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- Credential ถูกเก็บไว้อย่างไม่ปลอดภัย: บัญชีผู้ใช้งาน (ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน) ถูกเก็บไว้ในระบบหรือเว็บไซต์ในรูปแบบของข้อความตัวอักษรปกติที่สามารถอ่านออกทันทีโดยไม่ต้องเข้ารหัส หรือมีการแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่นเพื่อใช้งานร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- การใช้รหัสผ่านซ้ำ: มีการนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้หลายระบบ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งถูกล้วงข้อมูลจะทำให้รหัสผ่านหลุดทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- การตั้งรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม: การใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ password หรือชื่อหน่วยงาน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- ระบบไม่ได้บังคับใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA): หากผู้ไม่หวังดีได้รหัสผ่านไป จะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- รหัสผ่าน หรือ Token ถูก Hard - code ไว้ใน Source Code: พบมากในโค้ดที่แชร์ใน Github หรือระบบควบคุมเวอร์ชันต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- การรั่วไหลจากบุคลากรภายใน: ผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำข้อมูลออกไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- ระบบไม่มีการตรวจสอบหรือแจ้งเตือนความผิดปกติ: ไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการใช้งาน Credential อย่างผิดปกติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้ง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เป็นประธานการประชุมยกระดับมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ตรวจพบว่ามีข้อมูลประชากรโลกที่รั่วไหลกว่า 50,000 ล้าน User และพบว่าข้อมูลเป็นข้อมูลของประเทศไทยประมาณ 200 กว่าล้าน User ซึ่งพบการรั่วไหลในหลาย ๆ ระยะเวลา และหลาย ๆ User จากระบบข้อมูลภาครัฐที่มีเกือบ 30,000 ระบบ และระบบของภาคเอกชนที่มีมากกว่า 35,000 ระบบ กระทรวงดีอี จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานและภาคประชาชน พบว่ามีแหล่งข้อมูล ช่องทางการรั่วไหล และกระบวนการต่าง ๆ ที่ผู้ไม่หวังดีได้ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล โดยเตรียมดำเนินการ Cleansing ตรวจสอบระบบการจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐที่มีประมาณ 30,000 ระบบ และใช้มาตรการ MFA (Multi-Factor Authentication) โดยให้เพิ่มการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย เพื่อลดความเสี่ยงกรณี Username และ Password ถูกขโมยหรือรั่วไหล และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาให้หน่วยงานได้ปรับเปลี่ยน Username และ Password ในการเข้าระบบงาน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(11 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย Multi - Factor Authentication (MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน และประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล และให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ทั้งนี้ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงปลอดภัยฯ ให้ สกมช. มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบ 3 มาตรการ ที่เป็นผลจากการประชุมของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เสนอ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (Back-end) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (ระบบ MFA) ในระบบภาครัฐทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การดำเนินการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จะช่วยยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แม้มาตรการนี้อาจเพิ่มภาระบางส่วนต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260812b82ea8518f776ee6f666f2142587340c123211.jpg' type='image/jpg' length='1313725' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 สืบสานพระราชปณิธาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอาชีพ รายได้สู่ชุมชน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/530568</link>
<guid isPermaLink="false">0ec04fa2beeb7388de6466af9d061b0f</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(10 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับชมการแสดงชุด &ldquo;จากผืนดิน ผ่านผืนผ้า สู่ผืนฟ้า แห่งสากล&rdquo; โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ซึ่งเป็นการแสดงน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง &ldquo;แม่แห่งแผ่นดิน&rdquo; ผู้ทรงชุบฟื้นคืนชีวิตผืนผ้าไทยโดยเฉพาะชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และงานหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ทำให้ทุกวันนี้ผ้าและหัตถกรรมไทยมีชื่อเสียง ได้รับคำชื่นชม และการยอมรับจากนานาอารยประเทศทั่วโลก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569 ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาค ด้วยการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้แก่ราษฎร ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวก่อให้เกิดคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และธำรงรักษาภูมิปัญญาไทยให้สามารถดำรงอยู่ และปรับตัวก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ดังนั้น งานในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเป็นเวทีสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่คุณค่าของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP ที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะ ความประณีต และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยพร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้า OTOP ไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; เป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุมชนไทย และสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและสินค้า OTOP เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาไทยและผู้ประกอบการชุมชน และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า OTOP ให้กับประชาชน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้สิทธิ์โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ในการเลือกซื้อสินค้า OTOP ภายในงานได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมให้มีเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในงานนี้มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมโครงการมากกว่า ร้อยละ 90 จากร้านค้ามากกว่า 2,000 ร้านค้า&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือเป็นตัวแทนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทย ที่สะท้อนคุณค่าและคุณภาพในสายตาชาวโลก และยังเป็นการสืบสานรักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะงาน OTOP มีพื้นฐานจากโครงการศิลปาชีพของพระองค์ท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพที่เป็นสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และกลุ่ม OTOP ทั่วประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายในงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนิทรรศการน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาว โซน OTOP ศิลปิน โซน OTOP Health &amp; SPA โซน OTOP NEXT โซน OTOP Cooking Corner โซน OTOP ชวนชิม โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยมีส่วนราชการ มูลนิธิ สมาคม 15 หน่วยงาน ผู้ประกอบการมากกว่า 3,000 ราย 150,000 ผลิตภัณฑ์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. กิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยกิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศิลปินชั้นนำ และสามารถใช้จ่ายผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. OTOP Luxury เครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. OTOP Spirits Tasting เปิดประสบการณ์กับเครื่องดื่มพื้นบ้านที่คัดสรรจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมสัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน การจัดงาน 2 วันแรก (8 - 9 ส.ค. 69) ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดจำหน่ายและยอดสั่งซื้อสะสมรวมทั้งสิ้นสูงถึง 145,986,558 บาท โดยประเภทสินค้ายอดจำหน่ายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 78.6 ล้านบาท 2. ศิลปิน OTOP 11.9 ล้านบาท 3. OTOP ชวนชิม 12.5 ล้านบาท 4. ภาคีเครือข่าย 8.4 ล้านบาท และ 5. OTOP ขึ้นเครื่องบิน 3.69 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมชม ชิม ช็อป และร่วมภาคภูมิใจไปกับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202608112f188e07f02fa75b778bde7cea2d4721102045.jpg' type='image/jpg' length='1591247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ Kick Off “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” จัดงบ 4,452 ล้าน ผ่านกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ ช่วยประชาชนเข้าถึงเงินทุน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/530564</link>
<guid isPermaLink="false">3469b4ce74583cefa44a32887feb2b80</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(10 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด จำนวน 79,610 กองทุน โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยลดภาระดอกเบี้ยของสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการกู้ยืมเงินไปพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมสภาพคล่องให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระดับรากหญ้า ที่จะมีความสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนได้มากขึ้น และยังเป็นการสร้างโอกาสสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนและสามารถ &ldquo;ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ&rdquo; ได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพราะประชาชนจำนวนมากไม่ได้มีปัญหาที่ความสามารถหรือไม่มีอาชีพ แต่มีปัญหาที่ &ldquo;ขาดเงินทุนตั้งต้น&rdquo; หรือเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ จนต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง จึงสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน โดยมอบหมายให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ดำเนินโครงการ&ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่มุ่งช่วยเหลือภาคประชาชนครั้งใหญ่ของรัฐบาล ผ่านกลไกของกองทุนหมู่บ้าน ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 4,452 ล้านบาท โดยจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับบัญชีที่ 1 ให้กับสมาชิก อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราที่เรียกเก็บตามสัญญา นับเป็นการลดภาระดอกเบี้ยให้ถึงมือประชาชนโดยตรง เพื่อมุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ เพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกสามารถนำไปต่อยอดอาชีพ ลงทุนค้าขาย หรือสร้างรายได้ให้ครอบครัว โดยมีภาระดอกเบี้ยลดลงตามแนวทางของโครงการ เป้าหมายของรัฐบาล คือ ทำให้คนที่ต้องการทำมาหากินมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนในระบบ ไม่ต้องเริ่มต้นด้วยหนี้นอกระบบ เมื่อคนตัวเล็กเข้าถึงเงินทุนได้ เศรษฐกิจฐานรากจะมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลต้องการให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นกลไกทางการเงินที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสร้างทางเลือกให้ผู้ที่อาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินที่เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผลักดันโครงการให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและเกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่นำมาจัดแสดง ทั้งงานฝีมือ อาหาร ของดีประจำถิ่น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร สะท้อนให้เห็นว่าเงินทุนระดับชุมชนสามารถต่อยอดเป็นอาชีพ รายได้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยากลำบาก ประชาชนฐานรากต้องการเพิ่มรายได้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกแหล่งเงินทุนจากกองทุนหมู่บ้านฯ เพื่อสร้างสภาพคล่อง ในระบบการผลิต การประกอบอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นว่าการเข้าไปช่วยเหลือโดยการเพิ่มงบประมาณ เพื่อเข้าไปสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านฯ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกในระยะยาว และยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>หลักการจัดสรรเงินทุน</strong> (ตามยอดดอกเบี้ยที่ปรับลด) รัฐบาลจะพิจารณาจัดสรรวงเงินสมทบให้แก่กองทุนหมู่บ้าน โดยคำนวณจาก &ldquo;ยอดเงินดอกเบี้ยรวมที่กองทุนปรับลดให้แก่สมาชิกในรอบสัญญา&rdquo; ของปีบัญชีปัจจุบัน ตามเกณฑ์ขั้นบันได ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก รวมไม่เกิน 30,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 30,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 50,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 70,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 70,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 70,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 90,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 90,000 บาท แต่ไม่เกิน 120,000 บาท รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 120,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. ดอกเบี้ยที่กองทุนหมู่บ้านได้ปรับลดให้กับสมาชิก มากกว่า 120,000 บาทขึ้นไป รัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 150,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>คุณสมบัติของกองทุนที่เข้าร่วม</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&bull; จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&bull; มีคณะกรรมการบริหารกองทุนตามระเบียบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&bull; จัดส่งรายงานงบการเงินต่อสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&bull; สมาชิกมีมติเห็นชอบเข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ยื่นคำขอพร้อมเอกสารผ่านศูนย์ประสานงานกองทุนฯ จังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. สทบ.สาขาเขตตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. สทบ.โอนเงินเข้าบัญชีกองทุน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. กองทุนดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาลดดอกเบี้ยให้สมาชิก</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; เป็นการขยายโอกาสในการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เสริมสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกกองทุนกว่า 12 ล้านคน ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวน 4,452 ล้านบาท ไว้สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว โดยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่ประสงค์จะขอสนับสนุนงบประมาณจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการกองทุนตามระเบียบที่กำหนด และส่งงบการเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ทั้ง 14 สาขาเขตทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-100-4209 ต่อ 1702 - 1712&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202608112c9e3472e9133ec9a0eb2faac701ff70101713.jpg' type='image/jpg' length='1696561' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” สั่งป้องกันแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้งภาคกลาง ทำ Risk Map บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกล ศูนย์พักพิง แจ้งเตือนประชาชนทุกช่องทาง]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/530187</link>
<guid isPermaLink="false">b8e375d943785ef4cbabd2eab0b92854</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 11:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(9 ส.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคกลาง ร่วมประชุม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเอกนิติ กล่าวว่าการประชุมได้หารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็น &ldquo;พื้นที่รับน้ำหลาก&rdquo; จากทางภาคเหนือก่อนจะระบายลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันก็เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนหนาแน่น และด้วยภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ทำให้ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟู ดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;ด้านการเตรียมความพร้อม</strong> โดยก่อนเกิดเหตุให้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากหน่วยงานเชี่ยวชาญทั้งจาก GISTDA สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาร่วมกันจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และสร้างระบบเตรียมพร้อมให้สามารถนำข้อมูลของแต่ละจังหวัดไปวางแผนบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และแจ้งเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ สทนช. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดทำ &ldquo;Checklist ปฏิบัติงาน&rdquo; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปใช้ทันที เช่น การตรวจสอบประตูระบายน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมพื้นที่รับน้ำ การบริหารจัดการเรื่องน้ำเค็มรุกล้ำ และการจัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อยกระดับการจัดการให้ครบวงจรตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านการเผชิญเหตุและการช่วยเหลือ</strong> ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เป็นศูนย์กลางบูรณาการทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และท้องถิ่น ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชนจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งและบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยให้เพียงพอเหมาะสม ส่วนด้านสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลในพื้นที่และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลจัดเตรียม ยา เวชภัณฑ์และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการปกป้องอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านการฟื้นฟูเยียวยา</strong> ภายหลังเกิดเหตุสาธารณภัยแล้ว ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนให้กับประชาชน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านการบริหารจัดการ</strong> เพื่อให้การบริหารงานมีความคล่องตัว รวดเร็ว ภายใต้ระบบเดียวกัน จึงกำหนดให้มีการแบ่งพื้นที่การบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ออกเป็น 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร โดยให้คณะรัฐมนตรีแต่ละท่าน ดูแลรับผิดชอบเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านการสื่อสารและสร้างการรับรู้ต่อประชาชน</strong> ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งกระจายข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นจริง ผ่านทุกช่องทางสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก แต่มีความตระหนัก โดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง (Two way communication)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ การที่เตรียมพร้อมรับมือก่อนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางแผนบริหารจัดการจะทำให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการทำแผนที่เสี่ยงภัย Risk map ซึ่งแต่ละจังหวัดมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำแผนที่เสี่ยงและร่วมกันวิเคราะห์ให้ตรงกับบริบทของพื้นที่ และขอให้ประชาชนมั่นใจการดำเนินการของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตร สร้างความปลอดภัยให้กับคนไทยทุกคน หากพื้นที่ใดเกิดข้อติดขัด ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานตรงต่อประธานคณะกรรมการฯ ได้ทันที เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของภาคกลางสัมฤทธิ์ผล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ ได้ถือปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานฯ ภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในทุกมิติ ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี เขต 3 ปราจีนบุรี เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ และเขต 16 ชัยนาท ประสานการปฏิบัติงานกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้รวดเร็ว และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และการสื่อสารในทุกช่องทาง ควบคู่กับการแจ้งผ่านผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ และขยายผลการแจ้งเตือนในระดับครัวเรือนให้ครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอุทกภัยและภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายเอกนิติ และคณะ ยังได้ลงพื้นที่วัดไชยวัฒนาราม เพื่อติดตามการวางแผนป้องกันน้ำท่วมในเขตโบราณสถาน ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการติดตั้งพนังกั้นน้ำท่วม ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมรอบอุทยานประวัติศาสตร์รอบเกาะเมือง ซึ่งที่ผ่านมาสามารถป้องกันพื้นที่จากปัญหาน้ำท่วมได้ทุกปี โดยพนังกั้นน้ำในจุดดังกล่าวมีระดับความสูง 1.80 เมตร และสามารถขยายความสูงเพิ่มได้อีก 60 เซนติเมตรถ้าสถานการณ์มีปริมาณน้ำเพิ่ม ขณะที่ ปภ. ได้นำเครื่องสูบน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งบนเทรลเลอร์ลากจูงพร้อมอุปกรณ์ชุดเครื่องสูบส่ง มาติดตั้งบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมบริเวณเขตโบราณสถานสำคัญ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของภาคกลาง พบว่า มีหมู่บ้านชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมาก 8 จังหวัด 124 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 12 จังหวัด 533 หมู่บ้าน ส่วนภัยแล้ง มีหมู่บ้านชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมาก 2 จังหวัด 66 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 3 จังหวัด 105 หมู่บ้าน มีเครื่องจักรกลสาธารณภัยด้านป้องกันแก้ไขอุทกภัย จำนวน 155 คัน/เครื่อง และภัยแล้ง จำนวน &nbsp;202 คัน/เครื่อง เพื่อนำไปวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260810da61eb3c8130e21624a037d45292c3e6111234.jpg' type='image/jpg' length='1630284' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เปิดงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เปิดโอกาสธุรกิจ-แฟรนไชส์ ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/529511</link>
<guid isPermaLink="false">1f4d1b22ab22f3c57635e67193ff49c1</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6 ส.ค. 69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo&rdquo; ซึ่งเป็นงานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ชั้นนำที่จัดขึ้นโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชัน จำกัด ระหว่างวันที่ 6 - 9 สิงหาคม 2569 ณ Hall 6 - 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยมุ่งเน้นการนำเสนอโมเดลธุรกิจที่มีมาตรฐาน พร้อมเครื่องมือและโซลูชันที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Smart SME Expo ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดพาวิลเลียนนำเสนอธุรกิจแฟรนไชส์ที่อยู่ในการสนับสนุนและส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมทั้งสิ้น 50 ธุรกิจ 5 ประเภท ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ความงามและสปา ค้าปลีก และกิจกรรมครบวงจร สำหรับผู้สนใจต่อยอดสร้างอาชีพด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ ประกอบด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การไลฟ์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงตลอดทั้ง 4 วัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แบบตัวต่อตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยแฟรนไชส์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การอัปเดตเทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์ จากทั้งผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอาชีพด้วยแฟรนไชส์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้งยังมีไฮไลต์สำคัญ คือ แคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; รัฐสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดรายละ 10,000 บาท เมื่อซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมแคมเปญ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ LINE OA @franchisedbdplus<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;งาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เปรียบเสมือนศูนย์รวมเครื่องมือทางธุรกิจครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหน้าใหม่และเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขา เกิดการสร้างอาชีพให้กับประชาชนที่สนใจนำธุรกิจแฟรนไชส์ไปสร้างรายได้เพิ่มให้กับตนเองและครอบครัว โดยแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. โซนธุรกิจและแฟรนไชส์ พบกับแบรนด์ธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. โซนเทคโนโลยีและสนับสนุน บริการเครื่องมือทางการตลาด ระบบบริหารจัดการบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และโซลูชันการตลาดดิจิทัล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. โซนสถาบันการเงิน พบกับธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำ พร้อมคำปรึกษาด้านการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แบบตัวต่อตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ผู้จัดงาน Franchise Expo Thailand 2026 by Smart SME Expo &nbsp;กล่าวว่า &ldquo;งาน Franchise Expo Thailand 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 โดยบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด สำหรับปีนี้ได้ผนึกแนวร่วมกับสมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากล จัดงานร่วมกับ Thailand &nbsp;E-Commerce Selection Expo (TESE 2026) จึงนับว่าเป็นเวทีที่รวมสุดยอดธุรกิจ แฟรนไชส์ รวมทั้งซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสินค้าจากจีนและอาเซียน ที่ครบวงจรภายในงานเดียว โดยมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ผลักดันให้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สถาบันอาหาร สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด และทิพยประกันชีวิต &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายในงานมีธุรกิจแฟรนไชส์ 250 แบรนด์ชั้นนำ แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน พร้อมทำเลค้าขายทั่วประเทศ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีเสวนาให้ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ขอเชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาอาชีพ คนว่างงาน วัยเกษียณ รวมทั้งผู้สนใจลงทุน มาร่วมจุดประกายไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพ เติมองค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจให้ก้าวทันโลก และสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้มแข็งพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต คาดว่างานนี้จะสร้างเม็ดเงินราว 220 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ภายในงาน บสย. ได้นำผู้เชี่ยวชาญจาก &ldquo;ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs&rdquo; (บสย. F.A. Center) มาให้คำปรึกษา SMEs และผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องการขอสินเชื่อแต่ขาดหลักทรัพย์ หรือขาดคนค้ำประกัน นอกจากนี้ ยังเปิดให้คำปรึกษาออนไลน์ เพิ่มความสะดวกให้ SMEs รับคำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- โครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส วงเงิน 20,000 ล้านบาท เติมทุน สร้างโอกาสให้ SMEs ด้วยจุดเด่น&nbsp;<br />
ค้ำประกันต่อรายเริ่มต้น 1 หมื่นบาท สูงสุด 100 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ทุกกลุ่ม ค่าธรรมเนียมต่ำเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี พร้อมค้ำประกันสูงสุด 10 ปี<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- มาตรการ &ldquo;กระบะพี่ มีคลังค้ำ&rdquo; ค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ ช่วย SMEs รายย่อย อาชีพอิสระ เกษตรกร และขนส่งขนาดเล็ก ซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 1.5% ค้ำประกันนาน 7 ปี ครอบคลุมรถกระบะมือหนึ่งและมือสอง ทั้งรถสันดาปและรถไฟฟ้า (EV)<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;- มาตรการ &ldquo;บสย. พร้อมช่วย&rdquo; ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ลด ปลดหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน เปิดบูธชวนลูกหนี้มา &ldquo;ปลดหนี้&rdquo; ที่บูธ บสย. ลดต้นสูงถึง 50% ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ขยายเวลาชำระหนี้สูงสุด 7 ปี ค่างวด ขั้นต่ำเพียง 500 บาท พร้อม &ldquo;ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก&rdquo; และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ช่วยให้ลูกหนี้กลับไปเป็นลูกหนี้ปกติได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ บสย. ยังค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุด 10,000 บาท เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ และสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกให้กับ SMEs สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน จองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรีได้ที่ LINE OA: @tcgfirst หรือสอบถามผ่าน บสย. Call Center โทร. 02 890 9999</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260807bff344cd22236da799dafe6351aabab3105104.jpg' type='image/jpg' length='1582196' />
</item>
</channel>
</rss>
