<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารรัฐบาล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859</link>
<atom:link href="https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - สตช. ร่วมมือนานาชาติ กวาดล้างสแกมเมอร์ นอมินีข้ามชาติ อายัดเงินกว่า 3,600 ล้านบาท]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/515386</link>
<guid isPermaLink="false">965eb55ec34659bdfbbed5328f6119d0</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 12:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจที่เป็นพันธมิตรของไทยจากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) กรมกิจลับสหรัฐ (USSS) สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ตลอดจนผู้แทนจากแคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามจากกลุ่มสแกมเมอร์ในระดับสากล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) แบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยสามารถปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo; จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ขอย้ำว่า การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไกหรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย จึงขอชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามผู้กระทำผิด และขยายผลเครือข่าย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ อาชญากรรมจำนวนมากได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน รัฐบาลจึงได้ยกระดับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ SCAM &amp; Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ &ldquo;SHIELD&rdquo; ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การติดตามผู้กระทำผิด การขยายผลเครือข่าย และการดำเนินคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างที่กลุ่มอาชญากรเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ SHIELD ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ปฏิบัติการ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคาร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามเส้นทางการเงิน อายัดบัญชี ช่วยเหลือผู้เสียหาย และขยายผลจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นระบบ จนได้รับการยอมรับและความสนใจจากหลายประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านระบบ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาเกาะเสม็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่นของประเทศ และเชื่อว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมยุคใหม่ต้องทำทั้งเชิงรุกและเชิงระบบ ซึ่ง SHIELD ช่วยเชื่อมข้อมูลและไล่ล่าเครือข่ายอาชญากรรมในระดับนานาชาติ ขณะที่ AI ผ่านระบบ IBOC ช่วยป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จริง ทั้งสองส่วนจะทำงานควบคู่กันเพื่อปกป้องประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/2026062391c8211a9b56c95bb7c002e9769c8f9e122318.jpg' type='image/jpg' length='1408051' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/515382</link>
<guid isPermaLink="false">871d4e82c9575cc871256a5aba3e809d</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 12:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว &nbsp;ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ</strong> เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน</strong> เป็นการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Power การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี</strong> ต้องพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill&ndash;Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ</strong> ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ</strong> โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน</strong> โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี</strong> โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ</strong> โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะเดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน shortcut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น ยืนยันว่าจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดข้อจำกัดหลายด้าน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริง ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น&nbsp;<br />
สำหรับบทบาทของนายเอกนิติ ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SMEs แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target Transition Transformation Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกอุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260623081dc5045b197f6832bc380026636cb3122025.jpg' type='image/jpg' length='1416919' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ผีตาโขน” จ.เลย ย้ำสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน คาดสร้างรายได้กว่า 188 ล้านบาท]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/514804</link>
<guid isPermaLink="false">ebab7e0048aaf88e62b458847c74d80a</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &ldquo;ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569&rdquo; ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้าตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และชมการแสดงโปงลาง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของอำเภอด่านซ้าย จากนั้นได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้โลกในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบได้ง่าย คือ &ldquo;ประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม&rdquo; ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแต่ละประเทศ เป็นสิ่งที่สะสมมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ &nbsp;โดย &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; ของจังหวัดเลย ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน ที่ไม่ใช่เพียงการละเล่นหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชน เป็นความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้คนยิ่งแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายและมีเอกลักษณ์ ดังนั้นงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จะเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมายังอำเภอด่านซ้ายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน รายได้ และโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การเดินทางมาจังหวัดเลยครั้งนี้ เพราะต้องการมาพบชาวจังหวัดเลย มาพบคนไทยทั่วประเทศที่มาเที่ยวงานที่อำเภอด่านซ้าย มาดูผีตาโขน และสุดท้ายมาชักชวนประชาชนให้ใช้ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ของรัฐบาล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้สวมหัวผีตาโขนลงบนแท่นเป็นสัญลักษณ์การเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนร่วมรับชมการแสดงผีตาโขนเปิดเมือง โดยกลุ่มผีตาโขนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โซนภูเขา โซนลุ่มน้ำหมัน และกลุ่มผีตาโขนอิสระ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผีตาโขน คือการละเล่นพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และเป็นส่วนหนึ่งของ &ldquo;ประเพณีบุญหลวง&rdquo; โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จกลับเมือง เหล่าผีป่าและสัตว์นานาชนิดที่เคยพึ่งพาพระบารมี ต่างพากันอาลัยรักและดีใจเป็นล้นพ้น จึงได้พากันแฝงตัวละเล่นเต้นรำตามหลังขบวนเพื่อมาส่งเสด็จด้วยความยินดี เดิมทีชาวบ้านจึงเรียกว่า &ldquo;ผีตามคน&rdquo; ก่อนจะเพี้ยนเสียงมาเป็น &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; จากตำนานที่เล่าขานจึงกลายมาเป็นขบวนแห่หน้ากากผีสีสันสดใส เสียงกระดิ่ง และการเต้นรำที่ครึกครื้น ขับไล่สิ่งไม่ดีและต้อนรับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต เบื้องหลังหน้ากากทุกใบ จึงไม่ได้มีเพียงสีสันและความสนุกสนาน แต่ยังซ่อนเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของชุมชนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในปัจจุบัน เรื่องราวนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้ากับ &ldquo;งานบุญหลวง&rdquo; จึงเป็นประเพณีสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นพิธีเปิด ส่วนไฮไลต์สำคัญ มีการจัดขบวนแห่ผีตาโขนอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นวันทำบุญ จะไม่มีการละเล่นผีตาโขน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานกว่า 170,000 คน ขณะที่ในปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าได้รับกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดจองที่พักในพื้นที่อำเภอด่านซ้ายและอำเภอภูเรือเต็มเกือบ 100% แล้ว โดยคาดว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 188 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยสามารถสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวได้แล้วกว่า 1.17 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.79 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจำนวน 14,032,649 คน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยอีก 4.88 แสนล้านบาท จำนวน 86.68 ล้านคน-ครั้ง โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาและสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ ประเทศจีน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย ในขณะที่กรุงเทพมหานครและชลบุรียังคงครองแชมป์พื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสูงสุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังเร่งยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ผ่านการจัดทำปฏิทินเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกจังหวัดตลอดทั้งปี การกระตุ้นการท่องเที่ยวตามฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนเพื่อชูเสน่ห์ธรรมชาติและอัตลักษณ์ของ 5 ภูมิภาค การใช้วัฒนธรรมอาหารและแหล่งประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นมาสร้างเรื่องราวเพื่อดึงดูดใจ ตลอดจนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมและปลอดภัยในทุกฤดูกาล ควบคู่การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและระบบนิเวศการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว เน้นยกระดับโฮมสเตย์และชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะทาง เช่น กลุ่มท่องเที่ยวสายมู กลุ่มแคมปิ้ง และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานที่พักให้รองรับกลุ่มคนที่ทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ตลอดจนการผลักดันพื้นที่พิเศษอย่างหมู่เกาะช้าง คุ้งบางกะเจ้า และเมืองโบราณอู่ทอง ให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/2026062232481fb4fb7fdbb17caf551d56add32f103313.jpg' type='image/jpg' length='1709680' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” ลงพื้นที่อุดรฯ ปราบสัญญาเช่าอะพาร์ตเมนต์เอาเปรียบ เปิดนิทรรศกาลส่งเสริมผ้าไทย สร้างรายได้ชุมชน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/514525</link>
<guid isPermaLink="false">5520331fd8209901f8eeadda8505ec97</guid>
<pubDate>Sat, 20 Jun 2026 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย ในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เพื่อขยายผลการตรวจสอบเชิงรุก หลังจากนำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พร้อมบูรณาการกับสำนักงานจังหวัดอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี และสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่และรับฟังปัญหาที่ผ่านมา พบประเด็นที่ผู้เช่าจำนวนมากกังวล และอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม เช่น การคิดค่าน้ำค่าไฟสูงเกินจริงโดยไม่แสดงวิธีคำนวณที่ถูกต้อง การกำหนดเงื่อนไขริบเงินประกัน และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ชัดเจนในสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน โดยเฉพาะคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย เรื่องค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และเงินประกัน ถือเป็นภาระสำคัญในแต่ละเดือน การขยายผลการตรวจจากกรุงเทพมหานครมาสู่จังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้เช่าเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และกฎหมายตรงกัน ผู้ประกอบธุรกิจที่ทำถูกต้อง ต้องได้รับความเป็นธรรม ส่วนรายที่เอาเปรียบผู้บริโภคต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย และป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหายในวงกว้าง โดยมีเรื่องร้องเรียนที่เข้าสู่กระบวนการของ สคบ. ได้ช่วยเหลือจนยุติเรื่องแล้วกว่าครึ่ง และผู้บริโภคได้รับการเยียวยาแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำสัญญาเช่าตามแบบสัญญามาตรฐาน มีข้อความชัดเจน เป็นภาษาไทย อ่านเข้าใจง่าย และต้องส่งมอบสัญญาให้ผู้เช่าเก็บไว้เป็นหลักฐาน ค่าน้ำและค่าไฟต้องเรียกเก็บไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ พร้อมระบุวิธีคำนวณไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันเกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน และเมื่อตรวจสอบไม่พบว่าผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย ต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วันนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด กรณีไม่ส่งมอบสัญญา หรือไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือแบบที่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส ย้ำว่า ประชาชนควรเข้าใจความแตกต่างระหว่างอะพาร์ตเมนต์กับคอนโดมิเนียม เพราะมีผลต่อฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย โดยอะพาร์ตเมนต์มีเจ้าของหรือผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าเป็นรายเดียว เมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย จึงอยู่ภายใต้ประกาศควบคุมสัญญาของ สคบ. ส่วนคอนโดมิเนียมเป็นอาคารชุดที่มีเจ้าของร่วม และมีนิติบุคคลอาคารชุดดูแลทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นคนละกรณีกัน สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าจอดรถ ค่าเก็บขยะ หรือค่าบริการส่วนกลาง หากผู้ประกอบธุรกิจจะเรียกเก็บ ต้องระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซ้ำซ้อน และต้องไม่เป็นข้อสัญญาที่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งได้สั่งการให้ สคบ. เดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครหรืออุดรธานี แต่จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ผู้เช่าทุกคนต้องได้รับความเป็นธรรม ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟตามจริง ต้องได้รับเงินประกันคืนตามสิทธิ และต้องไม่ถูกผูกมัดด้วยสัญญาที่เอาเปรียบ ขอฝากถึงผู้เช่าทุกคนว่า ก่อนตกลงเช่าอาคาร ห้องพัก หรืออะพาร์ตเมนต์ ควรตรวจสัญญา วิธีคิดค่าน้ำค่าไฟ เงื่อนไขเกี่ยวกับเงินประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นให้ชัดเจน พร้อมเก็บสัญญา บิล และใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน หากพบการเอาเปรียบหรือเงื่อนไขไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ของ สคบ. หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส ยังได้เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการจัดแสดงผลงานนิทรรศการและการเสวนาวิชาการภายใต้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรม หรือ Legacy สาขาแฟชั่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี จัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเสนอศักยภาพผ้าไทยร่วมสมัยจากชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ของจังหวัดอุดรธานี ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสคุณค่าของผ้าไทยและแฟชั่นร่วมสมัยที่เกิดจากการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมผลักดันผ้าไทยให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่และตลาดสากลมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งยังเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทย ทรงสร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎร และทรงเผยแพร่ความงดงามของภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก พร้อมกันนี้ ยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผู้ทรงเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมืองในการเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ตลอดจนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; และทรงดำรงตำแหน่งเป็นทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO Ambassador for Fashion and Design โดยทรงเป็นพระองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และยังเป็นโอกาสให้ประชาชนร่วมกันน้อมถวายความอาลัย ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะขัตติยนารีผู้ทรงทุ่มเทสืบสานและเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ผ้าไทยเป็นทั้งเครื่องแต่งกาย ทุนทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เมื่อผสานกับการออกแบบร่วมสมัย ผ้าไทยจะสร้างรายได้ให้ชุมชน เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ การจัดงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และชุมชน ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดผ้าไทยสู่อนาคตที่ทันสมัย<br />
ด้าน นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์เดินหน้าขับเคลื่อนอัตลักษณ์ไทยสาขาแฟชั่นสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการจัดงานครั้งนี้มุ่งยกระดับผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย &nbsp;ผ่านนิทรรศการ เสวนาวิชาการ และแฟชั่นโชว์ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ รายได้ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย โดยไฮไลต์สำคัญของงานคือแฟชั่นโชว์ภายใต้แนวคิด &ldquo;THE WALK OF WOVEN IDENTITIES: รันเวย์แห่งตัวตนที่ถูกถักทอ&rdquo; ถ่ายทอดเรื่องราว อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นสมัยใหม่ โดยมี นายภณณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักแสดงชื่อดัง ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ สร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการแสดงผลงานกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ จาก 10 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัย ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ้าไทยในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบัน พร้อมเวทีเสวนาวิชาการด้านผ้าไทยและแฟชั่นร่วมสมัย ในหัวข้อสำคัญ อาทิ &ldquo;ชุดไทยพระราชนิยม จากราชสำนักสู่ความร่วมสมัย&rdquo; &ldquo;ชุดไทยพระราชนิยมกับภูมิปัญญาไทย จากมรดกวัฒนธรรมสู่แรงบันดาลใจใหม่&rdquo; และ &ldquo;แฟชั่นไทยกับอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาชุมชนสู่ตลาดโลก&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในส่วนของเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย สำหรับ 10 ชุมชนต้นแบบที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน บริษัท ไทยซิลค์ วิลเลจ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา กลุ่ม ธ.มณโฑ จังหวัดอุดรธานี กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู CHATTUWAN THAISILK จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี กลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เข้าชมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 19 - 21 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ UDON HALL ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมเชิญชวนติดตามรอบแสดงผลงานสุดท้ายของโครงการ ระหว่างวันที่ 11 - 13 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202606206b53ef5da77e97bc7761ced84b35f97a142327.jpg' type='image/jpg' length='1560852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้าปราบน้ำมะพร้าวปลอมปน ส่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 24 ราย พร้อมเร่งแก้ราคามะพร้าวแกงตกต่ำ ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/514188</link>
<guid isPermaLink="false">c615954101282bea8694c67f3229ef07</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าว &ldquo;การป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว&rdquo; ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรีและสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมอย่างครบวงจร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิต การแปรรูป และการทำตลาด เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร รักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สถานีบริการน้ำมัน และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดจุดรับซื้อและระบายผลผลิตออกจากตลาด สามารถช่วยดูดซับผลผลิตได้ประมาณ 10 ล้านลูก อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงพีกมีมากกว่าวันละ 2 ล้านลูก จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และการเพิ่มช่องทางตลาดรองรับในระยะยาว อีกทั้งได้ผลักดันแนวคิด &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรและสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม โดยสนับสนุนชุมชนในด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ การคัดแยกผลผลิต บรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดราชบุรี และมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมสำคัญอื่นๆ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจพบบริษัทกลุ่มเสี่ยงจำนวน 15 ราย ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือหุ้น (นอมินี) และได้ส่งข้อมูลให้ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้ส่งข้อมูลนิติบุคคล โรงงานกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24 ราย ในจังหวัดราชบุรี 17 ราย สมุทรสาคร 2 ราย นครปฐม 5 ราย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก ทั้งด้านมาตรฐานโรงงาน ความปลอดภัยอาหาร การแสดงฉลากสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับประเด็นการปลอมปนน้ำมะพร้าวนั้น ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการและเกษตรกรว่าอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคามะพร้าว เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์บางชนิดวางจำหน่ายในราคาต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญคือการสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาหลักเกณฑ์ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% รวมทั้งกำหนดให้มีการแสดงข้อมูลบนฉลากอย่างชัดเจน เช่น สัดส่วนของน้ำมะพร้าว ส่วนผสมของน้ำตาลหรือสารปรุงแต่ง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาการปลอมปนน้ำมะพร้าว การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รักษามาตรฐานสินค้า สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และยกระดับภาพลักษณ์มะพร้าวน้ำหอมไทยให้กลับมาเป็นสินค้าคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลกอีกครั้ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง รวม 9 ครั้ง และประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยพบข้อสังเกตเกี่ยวกับความสมดุลของปริมาณวัตถุดิบและปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงการกำกับดูแลการแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องและไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนการแก้ปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ ได้หารือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โรงงานผลิตกะทิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคามะพร้าวแกง ที่ขณะนี้ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ผลผลิตในปี 2569 มีปริมาณ 852,000 ตัน เพิ่มขึ้น 2.4% จากปีก่อน และพบว่าปัจจุบันผลผลิตยังออกสู่ตลาด แต่ผลจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูด และผลผลิตได้เข้าสู่โรงงานแปรรูป แต่โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เกิดปัญหาผลผลิตตกค้าง ล้งและโรงงานจึงชะลอการรับซื้อ ส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อจากเกษตรกรปรับลดลงมาอยู่ที่ 6-7 บาทต่อลูก ขณะที่เกษตรกรมีความกังวลว่าราคาที่ปรับลดลงจะมีสาเหตุมาจากการนำเข้ามะพร้าวแกงของโรงงาน จากการตรวจสอบ พบว่า โรงงานกะทิใช้ผลผลิตมะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบหลักถึง 80% และนำเข้าเพียง 20% และในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผลผลิตภายในประเทศออกมาก พบว่า การนำเข้ามะพร้าวในช่วงเดือน มกราคม &ndash; พฤษภาคม 2569 มีปริมาณเพียง 79,388 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณการนำเข้าถึง 190,734 ตัน หรือลดลง 60%<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้นเพื่อบรรเทาปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การขอความร่วมมือโรงงานเข้ารับซื้อมะพร้าวคงค้างที่ยังไม่มีผู้รับซื้อ จำนวน 8.8 ล้านลูกโดยเร่งด่วน แยกเป็นประจวบคีรีขันธ์ 5 ล้านลูก นครศรีธรรมราช 1.6 ล้านลูก สุราษฎร์ธานีและชุมพร 1 ล้านลูก และแหล่งอื่น ๆ 1.2 ล้านลูก และกรมการค้าต่างประเทศ ยังได้ประชุมผู้นำเข้าและโรงงานกะทิ ขอให้รับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งโรงงานยืนยันว่าจะเริ่มลดการนำเข้าและในช่วงนี้จะใช้มะพร้าวในประเทศเป็นหลัก คาดว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลผลิตตกค้างและช่วยให้ราคามะพร้าวทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และจะติดตามสถานการณ์รับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้ง จะกำกับดูแลการนำเข้ามะพร้าวของโรงงานให้ไม่กระทบต่อผลผลิตในประเทศ การส่งเสริมผู้ประกอบการโรงงานกะทิของไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ให้สามารถขยายช่องทางการตลาดในตลาดเดิมและเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ และที่สำคัญคือ การยกระดับการผลิตของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสากล มีผลผลิตต่อเนื่อง และตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202606199a91ac0aa849ed6145421ab7fab0a081102110.jpg' type='image/jpg' length='1353199' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุมเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางร่วมมือรับความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคต เพื่อประชาชน ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/514187</link>
<guid isPermaLink="false">c3397733544f29fd3ba6beeaa67a0953</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 10:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center) เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซีย ในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน นายกรัฐมนตรี แสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลก ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง พร้อมเสนอความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน</strong> โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย</strong> โดยความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน</strong> ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย - 35 ปี ร่วมกัน&rdquo;</strong> ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน</strong> มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม</strong> ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;(4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;รัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030</strong> ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในโอกาสร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch) โดยมีนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประมุขและผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Integration Processes in the Eurasian Spaces ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน พร้อมกล่าวถึงความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน โดยเชื่อมั่นว่า &ldquo;สันติภาพและเสถียรภาพ&rdquo; คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ แต่ยังครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งไทยมีความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand&ndash;EAEU FTA) เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้และเอื้อต่อการลงทุน และยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260619ca680b952e1cf7c43af8b8dd98325992101820.jpg' type='image/jpg' length='1498426' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มหาดไทย กำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมายยืนยันตัวตนรักษาสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใน 21 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/513900</link>
<guid isPermaLink="false">5e9f3cd9e38b778a42613abd54b4589f</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 13:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;"></span><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตามที่กรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้กำชับทุกอำเภอและหมู่บ้านเร่งประชาสัมพันธ์ ค้นหา และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้มาดำเนินการรักษาสิทธิภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้ขับเคลื่อนภารกิจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน อำนวยความสะดวก และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการของรัฐตามสิทธิที่ควรจะได้รับ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. กลุ่มเป้าหมายเดิม หรือกลุ่มประชาชนที่เคยอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565</strong> แต่ยังไม่ได้กดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่าน 5 ช่องทางของกระทรวงการคลัง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) พบว่า จำนวน 13,173,973 คน ได้ดำเนินการยืนยันสิทธิแล้ว 12,217,472 คน คิดเป็นร้อยละ 93 ยังคงเหลืออีก 956,501 คน ขอให้รีบไปยืนยันตัวตนผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ ผู้นำชุมชน ช่วยเหลือดำเนินการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. กลุ่มประชาชนตกหล่นที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</strong> ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการช่วยเหลือ จำนวน 1,047,520 คน ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้ว 974,724 คน คิดเป็นร้อยละ 93.05 ยังคงเหลืออีก 72,796 คน โดยได้กำชับให้ทุกพื้นที่จัดประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน ชุมชน และประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อร่วมกันตรวจสอบและรับรองบัญชีรายชื่อให้ถูกต้องครบถ้วน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. กลุ่มประชาชนนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิม</strong> ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน 4,375,589 คน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายนฤชา ได้กำชับทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งดำเนินงานผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ตรวจสอบและสอบทานข้อมูลของกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ให้ครบถ้วน พร้อมยืนยันส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังนำไปตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการรักษาสิทธิ รีบติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ กระทรวงการคลังจะประกาศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ผ่านช่องทางเดียวกัน และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &nbsp; &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนความคืบหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ สั่งการให้จังหวัดกำชับอำเภอและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง โดยให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการผ่านทุกช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เว็บไซต์ของหน่วยงาน หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน สื่อสังคมออนไลน์ และช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ได้รับทราบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับร้านค้ารายเดิม สามารถยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้ารายใหม่ เปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ ยังกำชับให้ปลัดอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ตามแบบฟอร์มที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับพื้นที่ในเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ให้จังหวัดขอความร่วมมือเทศบาลมอบหมายปลัดเทศบาลหรือหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ โดยไม่เกิดอุปสรรคด้านพื้นที่รับผิดชอบ</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"></span><span style="font-size:24px;"></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202606186113928985d8c7ec9d3666ed25579a2d131746.jpg' type='image/jpg' length='1301491' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ร่วม ASEAN-Russia Business Forum ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน ผลักดันการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/513895</link>
<guid isPermaLink="false">8062a665c6a38dd070688075d01edd30</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16&ndash;19 มิถุนายน 2569 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เดินถึงเมืองคาซานเมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้รับการต้อนรับจากผู้แทนระดับสูงของสหพันธรัฐรัสเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก พร้อมด้วยสุภาพสตรีในชุดประจำชาติได้มอบขนมปัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ การต้อนรับด้วยความจริงใจ ความอุดมสมบูรณ์ และความปรารถนาดีต่อแขกผู้มาเยือน สะท้อนถึงไมตรีจิตและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและรัสเซีย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 มิ.ย. 69) นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ร่วมกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมกล่าวปาฐกถาเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน โดยในปี 2569 ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งตลอดระยะเวลาความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยกำลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative มีส่วนช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI : Foreign Direct Investment) ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซีย ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. การเชื่อมโยง (Connectivity)</strong> ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายการบิน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น &ldquo;ประตูยุทธศาสตร์&rdquo; เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพสูง และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ตลอดจนสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ที่จะช่วยสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยง ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment)</strong> เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงานในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้เป็นอย่างดี พร้อมยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges)</strong> ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่มีประมาณ 2 ล้านคนต่อปี และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ยังได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทั้งการที่ชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu&rsquo;izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านการเกษตร</strong> ไทยให้ความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยจะมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านความมั่นคงทางอาหาร</strong> เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านพลังงาน</strong> ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านสาธารณสุข</strong> นายกรัฐมนตรียินดีส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ Jerudong Park Medical Centre ของบรูไน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>ด้านการลงทุน</strong> ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/2026061891857daaae56a369314420137af511a3131300.jpg' type='image/jpg' length='1519679' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/513265</link>
<guid isPermaLink="false">1d3e0c8835435305517a3e0320631459</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 11:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจากวันที่ 17 มิถุนายนของทุกปีตรงกับวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก (World Day to Combat Desertification and Drought) หรือชื่ออย่างเป็นทางการในระดับนานาชาติ คือ &quot;วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก&quot; ก่อตั้งขึ้นโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) เมื่อปี ค.ศ.1994 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันนำไปสู่ภัยแล้ง (Drought) และการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Desertification) โดยปัญหาภัยแล้งและการกลายเป็นทะเลทรายนั้นล้วนเป็นสภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การใช้หน้าดินอย่างไม่ยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนน้ำ ความเสื่อมโทรมของหน้าดิน เป็นเหตุให้พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่สามารถเพาะปลูกได้คล้ายกับทะเลทราย ดังนั้นวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลกจึงเป็นวันสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานงานกลางระดับชาติ (National Focal Agency) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) จึงได้จัดกิจกรรม &ldquo;วันทะเลทราย และภัยแล้งโลก ประจำปี 2569 (Desertification &amp; Drought Day 2026)&rdquo; ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม 2801 อาคาร 8 ชั้น กรมพัฒนาที่ดิน และมีการถ่ายทอดผ่านทางเฟสบุ๊กของกรมพัฒนาที่ดิน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการ &nbsp;Recognize. Respect. Restore. ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ: รู้ค่า รักษา ฟื้นฟู นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากหน่วยงานความร่วมมือทั้งภายใน และต่างประเทศ รวมถึงการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อรู้ค่า รักษา ฟื้นฟู &ldquo;ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ&rdquo; กับอนาคตประเทศไทย โดยในปี 2569 การจัดงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยแล้ง และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้า รวมถึงภัยคุกคามและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่า ความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ความเสื่อมโทรม และนโยบายที่ไม่ยั่งยืน ที่ส่งผลต่อพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งนิทรรศการจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การแปรสภาพของที่ดินเป็นทะเลทราย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงถึงความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ วิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับภัยแล้ง ภัยพิบัติทางการเกษตร ด้านการบริหารจัดการดินและที่ดินด้วยการปรับปรุงฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม การมอบสิทธิที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเกษตรกร และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันทุ่งหญ้าที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลก กำลังเสื่อมโทรมและถูกมองข้าม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนเลี้ยงสัตว์และชนพื้นเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างการดำเนินงานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนภาคประชาสังคมสถาบันการศึกษา เกษตรกร เยาวชน สตรี และประชาชนทั่วไป โดยครอบคลุมการบริหารการจัดการด้านทรัพยากรดิน ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ชุมชน และหุ้นส่วนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว และมุ่งเน้นบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวคิดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน (Land Degradation Neutrality: LDN) ผ่านกิจกรรมการฟื้นที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการสร้างความตระหนักให้กับเกษตรกร หมอดินอาสา และชุมชนท้องถิ่นเพื่อลดความเสื่อมโทรมของที่ดิน รักษาสมดุลของทรัพยากรที่ดินและระบบนิเวศ สนับสนุนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในเป้าหมาย SDG ที่ 15 ภายในปี 2573<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาที่ดินมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมสร้างความตระหนัก ถึงการฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202606172e25d76725dfe17578ed58274ae45164115308.jpg' type='image/jpg' length='1492239' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย–รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี และผลลัพธ์ประชุม อาเซียน–รัสเซีย ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/513261</link>
<guid isPermaLink="false">1c4e6786edb7ccc74aac7dce22ca618c</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะ 5 ปี แผนการหารือฉบับนี้เป็นกลไกต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ผ่านมา โดยกำหนดการหารือทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับกรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือภูมิภาคและพหุภาคีในเอเชีย&ndash;แปซิฟิก การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ กิจการเกี่ยวกับยุโรป การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะมีการลงนามแผนการหารือฉบับดังกล่าวในโอกาสเดียวกัน ซึ่งร่างแผนการหารือนี้ไม่ได้เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว โดยเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย</strong> : เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน</strong> มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม</strong> ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030</strong> ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/2026061755bbe68a75baaa39b2476b1921356b45115015.jpg' type='image/jpg' length='1442237' />
</item>
</channel>
</rss>
