<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารรัฐบาล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859</link>
<atom:link href="https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ ปรับโครงสร้างพลังงาน เสนอสภา 14 พ.ค. นี้]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/500790</link>
<guid isPermaLink="false">864b63f958919cb8068b3b5ee6b967eb</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน ทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง 9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้วยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202605071c42bc0ad60ac5d930c814a6f7562660111718.jpg' type='image/jpg' length='1485288' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กู้ยืมเงิน 2 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง พยุงราคาพลังงาน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/498795</link>
<guid isPermaLink="false">dd4c5115ec5f84ff73b5e7593826ebdd</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จึงได้ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 ซึ่งการอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องนำเงินมาชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 กระทรวงพลังงานรายงานว่า ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนสถานการณ์พลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน มีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยมีราคาถูกกว่า โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 &ndash; 118.56 บาทต่อลิตร&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260429dd7503ea45defcf897a6dfaa9ad800e2132626.jpg' type='image/jpg' length='1594872' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท รอบบิล มิ.ย.นี้ ส่งเสริมประชาชนติด Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าใช้เอง]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/498793</link>
<guid isPermaLink="false">85c5f42794f7891ecb7995cafbcc9396</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 13:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ &ldquo;วาระแห่งชาติด้านพลังงาน&rdquo; เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากราคา 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor: AF) ไว้แทนประชาชนไปพลางก่อน จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) รวมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน จึงเห็นควรดำเนินการตามข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมทั้งมอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริงแต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับสูตรค่าไฟใหม่จะแบ่งการคิดราคาเป็นแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วย ใน 200 หน่วยแรกจะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนที่เกินจะคิดอัตราหน่วยละ 3.59 บาท ถูกลงกว่าเดิมร้อยละ 10 และกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะคิดอัตราใหม่ที่หน่วยละ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 29 เมษายน 2569 จะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องไปทำประชาพิจารณ์ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการเหมาจ่าย การคิดเงินจะเป็นระบบขั้นบันไดคล้ายกับการคำนวณภาษี คือทุกคนจะได้สิทธิ์ส่วนลดใน 200 หน่วยแรกเหมือนกันหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแล้วจะต้องจ่ายหน่วยละ 5 บาททั้งหมดตั้งแต่หน่วยแรก ส่วนสาเหตุของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงที่เดิมผูกติดกับราคาก๊าซ LNG นำเข้าเพียงอย่างเดียว สูตรใหม่นี้คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟโดยรวมได้ถึงร้อยละ 30-40 มาตรการนี้จะมีผลเฉพาะภาคครัวเรือนเท่านั้น ไม่รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือผู้ที่ใช้มิเตอร์ประเภท TOU (มิเตอร์ที่คิดอัตราการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกันตามช่วงเวลาการใช้)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ซึ่งประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing (ระบบการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน กับค่าขายไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ให้การไฟฟ้า และนำเงินค่าขายไฟฟ้ามาหักลบกัน) และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop นอกจากนี้ยังส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model (เจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเอง) และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder (การรับซื้อไฟฟ้าโดยให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน) เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม (อัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ)&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมรายงานผลผ่าน www.e-report.energy.go.th เป็นประจำทุกเดือน แล้วให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทำหน้าที่กำกับดูแลและรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐในภาพรวมเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุก 6 เดือน (เดือนตุลาคม - มีนาคม และเดือนเมษายน - กันยายน) และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;3) การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่ การจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มกลางและแอปพลิเคชันกลางเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลในภาพรวม อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐและเอกชนต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;4) ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง อาทิ เอทานอล ไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ในรูปแบบ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการภาครัฐ จะช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและนำมาใช้ประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศ ส่งผลให้เกิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260429f11db2af1521fd8de8144dd1f16f068c132113.jpg' type='image/jpg' length='1570642' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ขยายเวลาจ่ายเงินค่าปลงศพเหตุน้ำท่วมใต้ ถึง 8 มิ.ย.]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/496614</link>
<guid isPermaLink="false">9e057202175e4857d13cc7648533fb5c</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 11:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(21 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง &ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo; ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย &ldquo;แก้ไขเพิ่มเติม&rdquo; พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด เนื่องจาก พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546-2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 123,667,000,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300,000,000 บาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินทั้งสิ้น 25,099,404,000 บาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ และสูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ &ldquo;มีแหล่งเงิน&rdquo; สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา &nbsp;ซึ่งจะเป็น &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ความต่อเนื่องด้านการคลัง ลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่องขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม ในส่วนที่กำหนดให้ &ldquo;ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม&rdquo; โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164,000,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และตรัง โดยให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าวเร่งรัดดำเนินการ ซึ่งระยะเวลาการช่วยเหลือฯ สิ้นสุดลงในวันที่ 10 มีนาคม 2569&nbsp;<br />
แต่การดำเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ที่ผ่านมา จำนวน 54 ราย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จำนวน 1 ราย คงเหลืออยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการ จำนวน 109 ราย บางส่วนที่ตกค้างเนื่องจากต้องตามหาญาติ และบางส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิตยังตกลงไม่ได้ที่จะให้ใครเป็นผู้รับเงินค่าปลงศพ จึงยังไม่ได้ส่งข้อมูลมาที่ ปภ. ตามกำหนดเวลาการจ่ายเงินค่าปลงศพ จึงให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากกรณีอุทกภัยได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202604222041be12c546804484a49b57c488657b111053.jpg' type='image/jpg' length='1500851' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เพิ่มช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” “คมนาคม” เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน ถึง 19 เม.ย. นี้ ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/495213</link>
<guid isPermaLink="false">4e37c1ea914eea05940e2e10fff5fd71</guid>
<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 12:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(16 เม.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมพลังแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรีชื่อดัง เช่น Shopee Lazada TikTok Grab และ LINE MAN เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ผ่านช่องทางออนไลน์และกระจายสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชน โดยเฉพาะหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและอำนวยความสะดวกประชาชนให้เข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ในระดับหนึ่ง ภายหลังเปิดตัวสินค้าไทยช่วยไทยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า สินค้าไทยช่วยไทยเริ่มจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และนำส่งสินค้าโดยพนักงานเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยนำสินค้าไทยช่วยไทยที่เป็นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จาก 3 โมเดิร์นเทรดชื่อดัง ได้แก่ Tops Big C และ Lotus เข้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น สินค้าอุปโภค อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน สินค้าบริโภค อาทิ ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง มาจำหน่ายในราคาลดพิเศษเฉลี่ย 20 - 50% และจะนำส่งสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบเดลิเวอรีจาก Grab และ LINE MAN ซึ่งได้รับความร่วมมือไม่เก็บค่าจัดส่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร และมอบคูปองส่วนลดพิเศษแก่ผู้สั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในรูปแบบ &ldquo;ลดแล้ว..ลดอีก&rdquo; ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเต็มที่ มั่นใจว่าการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านช่องทางออนไลน์จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการรับรู้และสร้างทางเลือกการเข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค และเตรียมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยให้ใกล้ชิดประชาชนในส่วนภูมิภาคมากขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้ง นางศุภจี ได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า จะดำเนินนโยบายในทุกมิติทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับระยะยาว เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็น &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ครอบคลุมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร และการสร้างสมดุลการส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่การช่วยเหลือภาคขนส่ง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง ครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง วงเงินรวมประมาณ 2,060 ล้านบาทนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)&nbsp;<br />
ได้ออกประกาศมาตรการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงกลุ่มรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า) โดยเงื่อนไขการได้รับสิทธิช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และกรมการขนส่งทางบกได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่ง ตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัสและรถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่รับจ้าง โดยต้องมีระยะทางขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือ สามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบ &ldquo;DLT พร้อมซัปพอร์ต&rdquo; ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 16 - 19 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. - 16.30 น. ในการขอรับสิทธิผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) จะต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ ตลอดระยะเวลาที่ขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถ หากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินไปจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมผลักดันมาตรการที่ทำได้ทันทีเพื่อลดภาระประชาชน หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้เตรียมความพร้อมเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202604176c84a81267419998c04d50e56ab8d0da123316.jpg' type='image/jpg' length='1320285' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” หารือโอมาน ช่วยเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “ยุติธรรม - พลังงาน” เอาผิดเด็ดขาดขบวนการกักตุน ลักลอบขนส่งน้ำมัน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/495212</link>
<guid isPermaLink="false">5276ad1ddc3ebc059e37324e577e4277</guid>
<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 12:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(16 เม.ย. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สุลต่านฮัยซัม บิน ฏอริก แห่งรัฐสุลต่านโอมาน ณ พระราชวังบัยต์ อัล บารากา กรุงมัสกัต โดยนายสีหศักดิ์ แสดงความขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยกรณีเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; ถูกโจมตีและอำนวยความสะดวกให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งชื่นชมวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศของสุลต่านฯ ภายใต้ Oman Vision 2040 และนโยบายการต่างประเทศที่เป็นกลางซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านสุลต่านฮัยซัม ทรงชื่นชมประเทศไทยและแสดงความยินดีที่ไทยและโอมานมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด อีกทั้งทรงแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้นายสีหศักดิ์ ได้เชิญเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ยังได้พบหารือกับนายซัยยิด บัดร์ บิน ฮะมัด บิน ฮะมูด อัลบูซัยดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ณ กรุงมัสกัต ที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเรือ &ldquo;มยุรีนารี&rdquo; และอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในการกู้เรือ โดยทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในภูมิภาคและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และย้ำความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันของประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และสนับสนุนการใช้การเจรจาทางการทูตที่นำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวรเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่สำคัญ ได้แก่ ความมั่นคง พลังงาน โลจิสติกส์ เกษตรและประมง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีกทั้งได้พบปะชุมชนไทย จากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ ภาคธุรกิจ พนักงานบริษัท ปตท. สผ. พนักงานสายการบินโอมานแอร์ นักเรียนไทยในโอมาน ตลอดจนผู้ประกอบอาชีพในภาคบริการ เช่น สปาและร้านอาหารไทยในโอมาน โดยได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือคนไทยกลับประเทศ พร้อมทั้งขอให้คนไทยติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ และจากสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างใกล้ชิด ประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยพลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า แผนประทุษกรรมมีหลายรูปแบบทั้งทางบก และทางน้ำที่สามารถยืนยันได้ว่าต่อไปนี้จะไม่มี &ldquo;ไอ้โม่ง&rdquo; แต่ต่อไปนี้จะมีแต่ผู้ต้องหา โดยกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบทั้งระบบ ด้วยการประสานความร่วมมือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ผ่านมาของหลายหน่วยงานอาจมีความคลาดเคลื่อนจึงมีข้อจำกัด และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่ขณะนี้นายเอกนัฏ ได้ตีกรอบมาตรการเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลจะกระชับและสามารถทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ให้เท่าเทียมกันเพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้กระทรวงยุติธรรมได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน&nbsp;<br />
กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด หลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษได้มีมติให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ จากการตรวจสอบเชิงลึกและการลงพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบข้อเท็จจริงและความผิดปกติที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญคือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) และมี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) &nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วัน ของ 8 บริษัท รวม 20 เที่ยวเรือ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนมีนาคม ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทางมากกว่าปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ตรวจพบพฤติกรรมการกักตุนน้ำมันในคลังขนาดใหญ่ จากการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 ขนาดใหญ่ 6 แห่งในสุราษฎร์ธานี พบว่าในเดือนมีนาคม คลังบางแห่งมีปริมาณการรับน้ำมันเข้า มากกว่าการขายออก ซึ่งต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน เข้าข่ายพฤติการณ์ปฏิเสธหรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันควร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 7 ปี<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกหนังสือเรียกเจ้าของบริษัทเรือที่พบความผิดปกติทั้ง 8 บริษัท ให้มาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ข้อเท็จจริงและได้ขอรับโอนสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาเป็นคดีพิเศษแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. ขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน จะดำเนินการเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดต้องสงสัยในหลายจังหวัด พร้อมเข้าตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน โรงกลั่น จำนวน 6 แห่ง คลังน้ำมัน จำนวน 92 แห่ง และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ได้เข้าตรวจสอบ จำนวน 4 จุด ที่จังหวัดระยอง ขอนแก่น สมุทรสาคร และปทุมธานี พบพฤติการณ์การกระทำผิดในหลายรูปแบบ เช่น การลักลอบถ่ายเทน้ำมัน รับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมัน การดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกักตุนน้ำมันเพื่อประวิงเวลาในการจำหน่าย โดยได้ดำเนินคดีกับนิติบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขบวนการที่พบเป็นการซ้ำเติมประชาชนจากภาวะขาดแคลนในช่วงวิกฤต การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมาแทนที่จะได้นำเงินไปอุดหนุนราคาให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่ปรากฏว่าไปเป็นกำไรของผู้ค้าเกินควร ดังนั้นถ้ามีส่วนไหนที่ทำให้กองทุนน้ำมันต้องเสียหายจะต้องเรียกค่าเสียหายคืน ซึ่งนอกจากกลุ่มทุนเอกชนแล้ว จากข้อมูลตัวเลขกระทรวงพลังงาน กรมเจ้าท่า และกรมสรรพสามิต รายงานไม่ตรงกัน และส่อแววว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สอดคล้องกับที่ DSI ระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังมีเอกสารสำคัญที่ต้องการใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน พร้อมยืนยันว่า จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ละเว้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล จะส่งทั้งหมดให้ DSI และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินคดีทั้งหมด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260417f4a70d419dd428319a00117dc65c363b122526.jpg' type='image/jpg' length='1369012' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา - สุขสมรวย” เปิดงานสงกรานต์ ททท. ปลื้มสงกรานต์ทั่วไทยคึกคัก คาดสร้างรายได้ 30,350 ล้าน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/494867</link>
<guid isPermaLink="false">bb562199b6289cbe114a5c327d970064</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 12:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานสงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand @KhonKaen (Maha Songkran Khon Kaen (Khao Niao Road : Isan Way of Life) และกิจกรรมการเล่นคลื่นมนุษย์ ไร้แอลกอฮอล์ ที่ถนนข้าวเหนียว (ศรีจันทร์) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยนางสาวซาบีดา กล่าวว่า การจัดงานสอดรับกับนโยบายในการขับเคลื่อน &ldquo;พลังวัฒนธรรม&rdquo; (Soft Power) ให้กลายเป็น &ldquo;รายได้จริง&rdquo; แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของคนไทยในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์อันงดงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมกันนี้ขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วนของจังหวัดขอนแก่น ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานเพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาม อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตที่เข้มแข็งให้กับชาวขอนแก่น&nbsp;ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ กิจกรรมการสาธิตมรดกภูมิปัญญา อาหารจากข้าวเหนียวอีสาน การแสดงชุดตำนานสงกรานต์ดั้งเดิมแบทเทิล Cover Dance Festival 2026 และ หมอลำเป่าแคน พ่นน้ำสงกรานต์บ้านฉันสีสันไทไทย กิจกรรมการเล่นคลื่นมนุษย์ ไร้แอลกอฮอล์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด&nbsp;นอกจากนี้ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดงาน &ldquo;มหาสงกรานต์ไทอำนาจเจริญ&rdquo; บริเวณถนนอรุณประเสริฐ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งจะมีการจัดงานถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ตามแนวคิดของกระทรวงวัฒนธรรม สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;งานประเพณีสงกรานต์ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับมาพบปะของสมาชิกในครอบครัว เพื่อแสดงความกตัญญู สร้างความรัก ความผูกพัน และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งยังส่งเสริมและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย สร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทย และผลักดันคุณค่าของ &ldquo;สงกรานต์&rdquo; ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก ตามที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน &ldquo;สงกรานต์ในประเทศไทย&rdquo; (Songkran in Thailand) เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมทั้งเผยแพร่เสน่ห์สงกรานต์ไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เทศกาลสงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนผ่านสู่ศักราชใหม่ของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่ง &ldquo;ความกตัญญู&rdquo; และ &ldquo;ความสามัคคี&rdquo; ที่หล่อหลอมจิตใจของคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งภายหลังจากที่ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนสงกรานต์ไทยเป็นมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ยิ่งสะท้อนถึงคุณค่าและความงดงามของประเพณีไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง สะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 การเดินทางท่องเที่ยวของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ จะสามารถสร้างรายได้กว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน อันเกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว โดยจะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202604164e1bdf3cf5869935586547d485a9a2d4120922.jpg' type='image/jpg' length='1521799' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่ง มท. - ทส. เร่งควบคุมไฟป่า “กรมฝนหลวง” ทำฝนหลวงลดฝุ่น PM2.5]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/494861</link>
<guid isPermaLink="false">3a64684279a6bc976b7284c91d9c5364</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 11:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการควบคุมสถานการณ์ การป้องกัน และการดูแลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังกระทรวงมหาดไทย เร่งปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมบูรณาการความร่วมมือในทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่า<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้ยกระดับมาตรการป้องกันไฟป่าอย่างเข้มงวด ติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างใกล้ชิด มุ่งเน้นการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นสูงสุด สั่งการให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปิดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ในทุกพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเข้าพื้นที่ เพื่อยุติพฤติกรรมที่ทำลายทรัพยากรของชาติ เสริมประสิทธิภาพการดับไฟในทุกพื้นที่และติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ชี้เป้าในการเข้าไปตรวจสอบพิกัดจุดความร้อนเพื่อให้สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างแม่นยำ ใช้รถปฏิบัติการควบคุมไฟป่า เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ควบคู่กับการใช้อากาศยานเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติงานเข้าทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก โดยเน้นย้ำด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องมาก่อน กำชับให้ตรวจสอบความพร้อมทั้งร่างกาย อุปกรณ์ และยานพาหนะ จัดกำลังพลหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างทันท่วงที<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านกระทรวงมหาดไทย ได้นำข้อสั่งการเร่งด่วนมาขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ให้ทุกจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่าในทุกจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือมีค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องให้วางแผนเชิงรุก โดยบูรณาการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ทีม อส. กู้ภัย จากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปช่วยในพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด รวมไปถึงกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์ภัย และมาตรการสำคัญ เช่น การปิดป่า การบังคับใช้กฎหมาย ผ่านหอกระจายข่าว และช่องทางสื่อต่าง ๆ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสุชาติ ย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวิกฤต เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน ลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่ต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการดับไฟ แต่คือการปกป้องลมหายใจของคนทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า ภาคเหนือ) ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันไฟป่า ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แม้เป็นวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่หยุด เฝ้าระวังไฟป่า และดับไฟป่า เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฮอด ส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับชุดลาดตระเวนไฟป่า เข้าควบคุมไฟป่าที่ลุกลามเข้าไหม้กองซังข้าวโพดที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าขุนแม่ลาย บ้านกองลอย ตำบลบ่อหลวง เป็นเหตุให้เกิดจุดความร้อนติดต่อกัน 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 69 ล่าสุดสามารถควบคุมไฟป่าได้เรียบร้อยแล้ว โดยทีมเจ้าหน้าที่จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ และลดผลกระทบด้านหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่<br />
ขณะที่ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี โดยขึ้นปฏิบัติการบนเฮลิคอปเตอร์รุ่น H130 เพื่อบัญชาการภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณโดยรอบวัดป่าภูก้อนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ารวมประมาณ 2,500 ไร่ ที่เกิดไฟไหม้ในบางส่วนของพื้นที่ และมีแนวโน้มขยายวงกว้าง เนื่องจากมีกระแสลมกระโชกแรง ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยสามารถตักน้ำดับไฟป่าได้ 57 เที่ยว เที่ยวละ 500 ลิตร ใช้ปริมาณน้ำรวม 28,500 ลิตร และจะยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดการลุกลามและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพอากาศ พร้อมเน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายราเชน กล่าวว่า นอกจากภารกิจการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าแล้ว ยังได้สั่งการให้ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ขอนแก่น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังได้รับผลกระทบ โดยมีเครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ ประจำการ และได้เริ่มปฏิบัติการไปแล้ว โดยใช้เครื่องบิน CARAVAN 1 ลำ ปฏิบัติการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง บินปฏิบัติการบริเวณ อ.โซ่พิสัย - อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ จ.บึงกาฬ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงมีหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ และ จ.พิษณุโลก ปฏิบัติการเป็นประจำทุกวันอย่างไม่มีวันหยุด ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนฝ่ายยังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ตลอดทั้งวัน ซึ่งหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการไปจำนวน 6 เที่ยวบิน ด้วยเทคนิคการสเปรย์น้ำเย็นการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง และการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะติดตามสภาพอากาศและวางแผนเลี้ยงเมฆเพื่อช่วยดูดซับฝุ่นละอองให้มากยิ่งขึ้น<br />
ด้านศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพอากาศประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ภาพรวมปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศยังคงสูงบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พบเกินค่ามาตรฐาน (สีแดง) ที่จังหวัดน่าน พะเยา พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครพนม เลย และอุบลราชธานี ภาคเหนือ ตรวจวัดได้ 55.7 &ndash; 217.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.9 &ndash; 190.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการกำลังพลเร่งดำเนินการตรวจหาไฟและดับไฟอย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และป้องกันมลพิษทางอากาศ เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน อีกทั้งขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพ หากมีความจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเมื่อออกนอกบ้าน ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองได้ผ่านเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือ ทางแอปพลิเคชัน Air4Thai<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ จากฝุ่น PM2.5 แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ช่วงวันขึ้นปีใหม่ไทย ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว และสามารถเริ่มต้นสิ่งดี ๆ ด้วยการทำความสะอาดบ้านและที่พักอาศัยให้ถูกสุขลักษณะ นอกจากจะช่วยลดฝุ่นละอองและเชื้อโรคสะสมแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงอากาศร้อนและแห้ง กรมอนามัย แนะนำ &ldquo;5 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้าน&rdquo; ได้แก่ 1) จัดระเบียบสิ่งของ ลดของไม่จำเป็น เพื่อลดแหล่งสะสมฝุ่น 2) กำจัดหยากไย่ ฝุ่น และขยะ ทั้งภายในและรอบบ้าน 3) เช็ดถูพื้นผิว โดยเฉพาะจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม 4) ทำความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาที่ได้มาตรฐาน และ 5) คัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ทั้งขยะอินทรีย์ รีไซเคิล อันตราย และขยะทั่วไป เพื่อลดการปนเปื้อนและส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และขณะที่ทำความสะอาดบ้านควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดการสะสมของฝุ่นในอากาศภายในบ้าน และหากอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะทำความสะอาด รวมถึงหลีกเลี่ยงการกวาดแบบแห้ง ควรใช้วิธีเช็ดถูแบบเปียกเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น เน้นย้ำ การสร้าง &ldquo;บ้านสะอาดปลอดฝุ่น&rdquo; ควรทำควบคู่กับพฤติกรรมสุขภาพอื่น ๆ เช่น ล้างมือเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนำรองเท้าเข้าบ้าน และจัดมุมบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น (Clean Zone) โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ประชาชนสามารถติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์อนามัยมีเดีย หรือเว็บไซต์กรมอนามัย เพื่อให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์และฤดูร้อนอย่างเหมาะสม</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260416808dcbcb9b28f3b88505c13acaf1c62a115708.jpg' type='image/jpg' length='1255444' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนัฏ” เผย กบง. มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซล B7 B20 ลง 2 บาท หลังประกาศในราชกิจจาฯ จะประชุม กบน. ลดราคาหน้าปั๊ม 2.14 บาทต่อลิตร]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/492661</link>
<guid isPermaLink="false">f904513abe8da78c875c46ef8aa00099</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;เอกนัฏ&rdquo; เผย กบง. มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซล B7 B20 ลง 2 บาท หลังประกาศในราชกิจจาฯ จะประชุม กบน. ลดราคาหน้าปั๊ม 2.14 บาทต่อลิตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(7 เม.ย. 69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าเนื่องจากผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) พบว่า ในเดือนมีนาคม 2569 ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นมากและต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ซึ่งถือว่าปรับสูงขึ้นผิดปกติ กบง. จึงอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ กบง. ในการควบคุมราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและป้องกันการขาดแคลนในประเทศ ที่ประชุม กบง. จึงมีมติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตรเป็นครั้งแรก โดยยังใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์ แต่เป็นแบบ Singapore Discount คือราคาอ้างอิงสิงคโปร์แต่มีการหักลบผลประโยชน์ส่วนเกินลงมา 2 บาทต่อลิตร จากเดิมที่จะอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทั้ง 100% ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นสถานการณ์วิกฤต ราคาดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นมากเกินกว่าปกติ และเพิ่มขึ้นสูงกว่าการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบมาก โดยเบื้องต้นราคาหน้าโรงกลั่นจะลดลง 2 บาทต่อลิตร และจะมีการพิจารณาทบทวนทุกสัปดาห์ตามสถานการณ์และการรายงานตัวเลขจริงของโรงกลั่น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ หลังออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะประกาศได้ภายในวันที่ 8 เมษายน 2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถนำไปสู่การลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลต่อไปอย่างไร หากส่งผ่านได้ทั้ง 100% จะทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ราว 2.14 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม กบน. อาจพิจารณาจูงใจให้ส่วนลดกับ B20 สูงกว่าเพื่อเป็นการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเอกนัฏ ยังกล่าวอีกว่า กบง. ใช้อำนาจที่มีลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน ต้องพูดตรงไปตรงมา ไม่อยากให้เกิดการขาดแคลน แต่ยังโชคดีที่มีโรงกลั่นสามารถนำน้ำมันดิบมากลั่นใช้ในประเทศได้ และได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดไว้ โดยพยายามออกมาตรการทุกอย่างเรื่องการประหยัด ส่วนการตรึงราคาจะทำแบบมีวินัย และเพิ่มกลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่นเข้ามาช่วยลดภาระกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงจะช่วยป้องปรามการเก็งกำไรจากการอ้างอิงราคาสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวด้วย ยืนยันว่าการพิจารณาลดค่าการกลั่นเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรมไม่กระทบต่อสภาพคล่องหรือศักยภาพของโรงกลั่น เชื่อว่าโรงกลั่นยังมีกำไรแต่อาจลดลง แต่หากลดแล้วโรงกลั่นใดประสบปัญหาสามารถหารือกับปลัดกระทรวงแรงงานได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันนี้ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาทั้งน้ำมันดิบและก๊าซ โดยรัฐบาลสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพที่คนไทยผลิตได้เอง ช่วยทำให้เกษตรกรได้มีรายได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานสถานีติดตั้งหัวจ่ายดีเซล B20 ให้รถบรรทุก ภายในวันที่ 20 เมษายน 2569 ให้มีปริมาณหัวจ่ายบนถนนสายหลักทุก 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 100 ปั๊ม เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนข้อกังวลเรื่องการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลังราคาน้ำมันในไทยลดลง ได้ส่ง &ldquo;ทีมสุดซอย&rdquo; ร่วมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวดทันที ยืนยันน้ำมันที่ผลิตทุกหยดในประเทศไทยต้องอยู่ในประเทศไทย และต้องไม่มีการกักตุนเก็งกำไร นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ของกระทรวงพลังงาน ที่ต้องช่วยให้เกิดความโปร่งใส และเป็นข้อมูลที่ประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบได้ อีกทั้งคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ยังได้มีมติตรึงราคา ขายปลีกน้ำมันดีเซล โดยเพิ่มอัตราเงินชดเชย น้ำมันดีเซล B7 ปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชย 0.44 บาทต่อลิตร จาก 18.10 บาทต่อลิตร เป็น 18.54 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล B20 ปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชย 0.48 บาทต่อลิตร จาก 19.61 บาทต่อลิตร เป็น 20.09 บาทต่อลิตร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้กระทรวงพลังงาน ยังได้รายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก และกดดันอุปทานพลังงานโลกผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ เพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 105 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 29 วัน สำหรับราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ขณะที่มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 50.38 - 118.82 บาทต่อลิตร ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ติดลบ 56,229 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,473 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260408eb57c71ab19f862c10a75ce048ec214d133839.jpg' type='image/jpg' length='1274167' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เตรียมออกมาตรการเปิด - ปิด ปั๊มเป็นเวลา หยุดขาย 22.00 – 05.00 น. หลัง 20 เม.ย. 69 ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/492654</link>
<guid isPermaLink="false">46f8150a7c8bc7ddbe0175c18422da99</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">นายกฯ เตรียมออกมาตรการเปิด - ปิด ปั๊มเป็นเวลา หยุดขาย 22.00 &ndash; 05.00 น. หลัง 20 เม.ย. 69 ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(7 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ภายในประเทศ โดยจะเร่งตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ เนื่องจากชุดเดิมหมดวาระไปพร้อมกับรัฐบาลชุดก่อน พร้อมย้ำว่า ในช่วงที่มีภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลจะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อประหยัดพลังงาน และต้องออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันให้มากที่สุด หากจะใช้มาตรการปิด-เปิดปั๊มในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. คาดว่าจะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์และใช้ชีวิตตามปกติก่อน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างสะดวกที่สุด ส่วนการนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาใช้เพื่อกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ยืนยันว่าทุกข้อสั่งการมีช่องทางดำเนินการอยู่แล้ว โดยจะพยายามใช้ช่องทางที่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9 -10 เมษายน 2569 แล้ว จะประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรกในวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อไม่ให้ติดวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะทอดยาวเกินไป เพราะขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาจึงต้องเร่งประชุมคณะรัฐมนตรี และเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชนที่จะเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยได้มอบให้ทุกกระทรวงไปดำเนินการสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะดูแลให้เกิดความมั่นใจว่าน้ำมันไม่ขาดช่วง ซึ่งได้เตรียมแผนการจัดหาน้ำมันไว้แล้ว หากมีการใช้แบบปกติจะเพียงพอแน่นอน อย่างไรก็ตามช่วงนี้ต้องประหยัดน้ำมัน ประหยัดค่าใช้จ่าย จึงให้คณะรัฐมนตรีใช้รถของตัวเองให้มากที่สุด หากใครมีรถยนต์ไฟฟ้าขอให้นำมาใช้ นอกจากจะประหยัดน้ำมันยังช่วยลดมลพิษด้วย อีกทั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลกทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้ง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลางถึงประมาณร้อยละ 50 ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ และยกระดับสู่การโจมตีแหล่งผลิต โรงกลั่น คลังน้ำมัน และระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วภูมิภาค ดังนั้นแม้ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและ<br />
ก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคตะวันออกกลางยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาผลิตได้ตามปกติ จึงทำให้ราคาพลังงานและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีจะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง รัฐบาลจึงเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต สามารถรับมือกับสถานการณ์ ยืนยันว่า รัฐบาลจะทำงานหนัก เพื่อแก้ปัญหา ช่วยเหลือ และรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ โดยสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการ คือ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ปรับลดงบประมาณภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่ประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยเร็วที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. จัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะได้สื่อสารในรายละเอียดและดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่าแม้ประเทศไทยจะมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เนื่องจากการเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณสูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่าง ๆ จึงยังมีความเปราะบาง ไม่สามารถนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อประชาชน พร้อมย้ำมาตรการประหยัดพลังงานโดยในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work from Home รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่น ๆ ไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งขณะนี้จำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work from Home ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work from Anywhere ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในระดับโลก จึงต้องยอมรับความจริง และต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เชื่อว่าความร่วมมือของทุกคนจะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ และอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้&nbsp;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/2026040852b467ba49bd9a8ef8dc82cf45601705133214.jpg' type='image/jpg' length='1212738' />
</item>
</channel>
</rss>
