<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารรัฐบาล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859</link>
<atom:link href="https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/index/id/2859" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบเพิ่มพื้นที่ประสบภัย จ.สมุทรสงคราม นายกฯ กำชับทุกจังหวัดเร่งส่งรายชื่อให้ ปภ. เพื่อให้ ธ.ออมสิน โอนเงินเยียวยาให้ประชาชนเร็วที่สุด]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/548780</link>
<guid isPermaLink="false">56760fa5c848ee041cb72f88a6dde571</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 13:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6 ต.ค. 69) จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 จำนวนรวม 558,739,000 บาท จากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอรับจัดสรรงบประมาณตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ 5,000 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 41 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พังงา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย สกลนคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี และยังคงมีสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 สำหรับภัยที่เกิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่านั้น จากนั้นวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอขอทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เห็นชอบพื้นที่ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เพิ่มเติม จำนวน 24 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชัยภูมิ นครนายก นครสวรรค์ นนทบุรี บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร ลพบุรี ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สิงห์บุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ อุทัยธานี และจังหวัดอ่างทอง และกรุงเทพมหานคร รวมเป็น 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 4,731,666,600 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังจากนั้นในวันที่ 30 กันยายน 2569 จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เนื่องจากเกิดสถานการณ์อุทกภัย จากฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมจำนวนมาก รวมถึงมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองในปริมาณมาก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายของประชาชน เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน จำนวน 22,357 ครัวเรือน (ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สาธารณภัย ปภ. ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น.) เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบเพิ่มเติมจังหวัดสมุทรสงคราม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ 5,000 บาท จากวงเงินที่เคยได้รับการอนุมัติไว้แล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดภัย ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ให้ได้รับการช่วยเหลือเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นและเพื่อให้การดำรงชีพของประชาชนเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่เข้าเกณฑ์ความคุ้มครองภายใต้โครงการ &ldquo;ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; เนื่องจากเกิดอุทกภัยก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เน้นย้ำเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งส่งรายชื่อผู้ประสบภัยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และประสานธนาคารออมสินเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชนตามลำดับรายชื่อที่ได้รับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามและตรวจสอบการโอนเงินอย่างใกล้ชิด ทั้งจำนวนผู้ได้รับเงิน จำนวนเงิน ระยะเวลาการโอน รวมถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขกระบวนการและให้ประชาชนได้รับเงินโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วจาก 60 จังหวัด กว่า 1,200,000 คน เป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กว่า 529,000 คน อีกกว่า 700,000 คน เป็นของ 59 จังหวัด โดยมีจังหวัดยื่นเข้ามาที่ ปภ. แล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว และกระบี่ โดย ปภ. จะส่งข้อมูลไปยังธนาคารออมสิน เพื่อให้ธนาคารออมสินโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยได้ภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเร่งทำการสำรวจและส่งรายชื่อมายัง ปภ. และขอย้ำให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ อย่าให้ซ้ำซ้อนและล่าช้า และเร่งดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โดยไม่รอสถานการณ์เรียบร้อยถึงจะจ่ายเงิน พร้อมทั้งให้ ปภ. ประสานธนาคารออมสินให้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เร่งโอนเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202610072aed1db58528839ebc0f54960619bfaf131835.jpg' type='image/jpg' length='1484046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สาธารณสุข” เตรียมพร้อมย้ายผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง สำรองยา “กลาโหม” ระดมกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักร รับมือฝนตกหนักภาคใต้ ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/548422</link>
<guid isPermaLink="false">2d0a790b3ec9eb5ca90313d2b11ace69</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(5 ต.ค. 69) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่ยังสูงขึ้นของโรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะโรงพยาบาลพุทธโสธร และเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จากการคาดการณ์ฝนตกหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ ทั้ง 2 เขตสุขภาพ ได้เตรียมความพร้อมทั้งระบบบริการทางการแพทย์และสถานพยาบาล เส้นทางลำเลียง/ส่งต่อผู้ป่วย ระบบสำรองไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำประปา ออกซิเจนทางการแพทย์ และระบบการสื่อสารพร้อมใช้งาน สามารถจัดตั้งโรงพยาบาลสนามได้ทันทีหากเกิดเหตุจำเป็น รวมทั้งเตรียมพร้อมกำลังคน เวชภัณฑ์สำคัญ 13 รายการ การจัดทำพิกัดและรายชื่อกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการแจ้งเตือนภัย ช่วยลดความสูญเสีย ตลอดจนการซ้อมแผนอย่างเป็นระบบพร้อมทั้งกำชับให้จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ทบทวนแผนประคองกิจการ และเตรียมความพร้อมย้ายผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง ตรวจสอบเส้นทางเลี่ยงเพื่อปรับแผนการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต เร่งรัดค้นหาและเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง สั่งการโรงพยาบาลเสี่ยงน้ำท่วม สำรองยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และทรัพยากรสำคัญให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง ดูแลสุขาภิบาล และเฝ้าระวังโรค ตลอดจนสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนในประเด็นการบริการของสถานพยาบาล การดูแลสุขภาพในระยะฟื้นฟู และให้คงระดับการบริหารจัดการ เพื่อการตอบโต้ และฟื้นฟู<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับภาพรวมพื้นที่ประสบอุทกภัย ล่าสุดลดลงเหลือ 23 จังหวัด สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบรวม 153 แห่ง ยังคงเปิดบริการตามปกติ 87 แห่ง ให้บริการบางส่วน 11 แห่ง และหยุดบริการ 55 แห่ง จัดทีมแพทย์และสาธารณสุขลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้นเป็น 87,489 ราย ให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวม 238,836 ครั้ง เข้าสนับสนุนศูนย์พักพิงฯ ที่ยังคงเปิด ณ ปัจจุบัน รวม 184 แห่ง มีผู้รับบริการรวม 14,207 คน สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์รวม 234,264 รายการ เป็นยารักษาน้ำกัดเท้ามากที่สุด ขณะที่การดำเนินงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ปรับเปลี่ยนจากภาวะฉุกเฉินสู่การฟื้นฟูชุมชนอย่างเป็นระบบและดูแลประชาชนให้ครอบคลุม ปรับโรงพยาบาลสนาม เป็นศูนย์ฟื้นฟูชุมชน เหลือบริการผู้ป่วยนอก รับยาทั่วไป ในเวลาทำการ และเสริมทีมเฉพาะด้านรองรับระยะฟื้นฟู ตลอดจนจัดโซนลงพื้นที่ดูแลประชาชน ทั้งกาย จิต การควบคุมโรคและอนามัยสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับด้านกำลังพล พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือร่วมกับผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย เหล่าทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นย้ำให้ทุกเหล่าทัพติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มฝนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า ทั้งกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักร เครื่องมือกู้ภัย ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก หรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน ให้ทุกหน่วยสามารถปรับและเคลื่อนย้ายกำลัง รวมถึงยุทโธปกรณ์ไปสนับสนุนพื้นที่ที่มีความจำเป็นตามสถานการณ์ โดยพิจารณาจากความต้องการของหน่วยงานที่รับผิดชอบและข้อมูลจากพื้นที่เป็นสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ ปัจจุบันกองทัพเรือจัดเรือผลักดันน้ำประมาณ 90 ลำ กระจายสนับสนุนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 16 ลำ นครนายก 30 ลำ ฉะเชิงเทรา 20 ลำ และสมุทรปราการ 24 ลำ ล่าสุด เมื่อมีความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการเร่งผลักดันน้ำออกสู่ทะเล กระทรวงกลาโหมได้ประสานจังหวัดนครนายกเพื่อปรับย้ายเรือผลักดันน้ำจำนวน 10 ลำ จากจำนวน 30 ลำ ที่สนับสนุนอยู่ไปช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเริ่มเคลื่อนย้ายแล้ว เพื่อสนับสนุนแผนบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลโท อดุลย์ กล่าวว่า การจัดสรรกำลังและยุทโธปกรณ์ของกองทัพจะดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้งจังหวัด กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำโดยตรง ขณะที่กองทัพทำหน้าที่เป็นกำลังสนับสนุน โดยนำศักยภาพที่มีเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่จำเป็น ให้ถูกพื้นที่ ถูกเวลา และไม่ซ้ำซ้อน ส่วนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง กองทัพพร้อมสนับสนุนตั้งแต่การอพยพและเคลื่อนย้ายประชาชน การลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น การสนับสนุนด้านการแพทย์และการขนส่ง ตลอดจนการเปิดเส้นทางและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่การสัญจรได้รับผลกระทบ สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง ให้ปรับภารกิจเข้าสู่ระยะฟื้นฟูทันที โดยประสานกำลังพลจากเหล่าทัพสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ทำความสะอาด เก็บขยะและสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูเส้นทางสัญจร บ้านเรือน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการดำเนินกิจกรรม&nbsp;Big Cleaning เพื่อเร่งคืนพื้นที่และคุณภาพชีวิตให้ประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลโท อดุลย์ ย้ำว่า ทหารเป็นกำลังสนับสนุน หน่วยงานที่มีหน้าที่และความเชี่ยวชาญเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ เมื่อมีความต้องการการสนับสนุนกองทัพจะนำกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าไปเติมให้ตรงจุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ซึ่งกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพยังคงเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่อื่น ๆ พร้อมปรับกำลังเข้าสนับสนุนได้ตามสถานการณ์ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูในพื้นที่ที่น้ำลด ควบคู่กันไป เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องตั้งแต่ &ldquo;รับมือ&ndash;ช่วยเหลือ&ndash;ระบายน้ำ&ndash;ฟื้นฟู&rdquo; จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202610068398e340ece9704a03c185e968f05604114223.jpg' type='image/jpg' length='1525464' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งเร่งโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมภายในสัปดาห์นี้ “เอกนิติ” สั่งเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ 10-12 ต.ค. ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน แจ้งพื้นที่เสี่ยงถึงอำเภอ-ตำบล]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/548407</link>
<guid isPermaLink="false">3d7b8ec5f23ffd69de37d7e2c3ce8361</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 11:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(5 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference พร้อมรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง กรุงเทพมหานคร ผู้นำเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังระบุว่า แม้ภาพรวมสถานการณ์บางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีหลายจังหวัดและบางชุมชนที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานประเมินและช่วยเหลือประชาชนเป็นรายพื้นที่ ไม่ให้ตัวเลขภาพรวมมาบดบังความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วย และประชาชนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยต้องเตรียมเส้นทางอพยพ ยานพาหนะ และดูแลต่อเนื่องจนสามารถกลับเข้าที่พักได้อย่างปลอดภัย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการบริหารจัดการสถานการณ์ นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกหน่วยใช้ &ldquo;ข้อมูลชุดเดียวกัน&rdquo; ทั้งข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล พร้อมจัดทำข้อมูลและแผนที่สารสนเทศที่เข้าใจง่าย ส่งต่อถึงระดับอำเภอและชุมชน เพื่อให้การวางแผน การแจ้งเตือน และการช่วยเหลือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากพื้นที่ใดต้องปรับแผนหรือต้องการเครื่องสูบน้ำ เรือ ยานพาหนะยกสูง หรือกำลังสนับสนุนข้ามจังหวัด ให้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทันที โดยมีข้อสั่งการสำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และลำน้ำที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือใกล้เต็ม ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการพร่องน้ำ เร่งระบายน้ำออกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และให้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ โดยกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณคอขวด สะพาน ท่อระบายน้ำ ทางลอด และจุดที่มีขยะ เศษวัสดุ หรือวัชพืช เพื่อเพิ่มอัตราการระบายน้ำให้ได้อย่างเต็มที่ และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขัง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; 3. การชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้ชัดเจน ตรงจุด และแม่นยำ เพื่อให้หน่วยปฏิบัติเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลไว้เป็นการล่วงหน้าได้ถูกพื้นที่และทันต่อสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;4. ให้ระดมเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ และเหมาะสมกับสถานการณ์ กรณีเครื่องจักรของภาครัฐไม่เพียงพอ ให้จังหวัดระดมหรือจัดหาเครื่องจักรจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ เปิดเส้นทาง และช่วยเหลือประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;5. เริ่มฟื้นฟูในโซนที่น้ำลดทันที ประสานดูแลเรื่องการเก็บขยะ ทำความสะอาด ตรวจระบบไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสาธารณสุขให้มีความพร้อมในพื้นที่ที่ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;6. ให้เตรียมเสนอแผนฟื้นฟูและการช่วยเหลือประชาชน โดยสำรวจ ขึ้นทะเบียน และนำส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินชดเชยจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ พร้อมให้กระทรวงการคลังหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและชาวไร่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย รวมถึงเตรียมเสนอแผนฟื้นฟูและการให้เงินกู้แก่เกษตรกร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;7. ขอให้การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาแนวทางลดภาระค่าน้ำและค่าไฟฟ้า แก่ครัวเรือนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง โดยพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และขอให้เว้นหรือลดค่าใช้จ่ายในช่วงดังกล่าว เพื่อช่วยลดภาระแก่ประชาชนที่ประสบภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;8. ขอให้ท่าอากาศยานไทยและกระทรวงคมนาคม ในช่วงการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings) บริหารจัดการการเดินทางของผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการขนส่งอย่างเต็มที่ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน และเร่งคืนสภาพการให้บริการให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรียังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพ โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมขัง เช่น จังหวัดปราจีนบุรีและอำเภอบ้านสร้าง พร้อมเร่งใช้เงินทดรองราชการในการป้องกันและยับยั้งภัย ดูแลห้องน้ำ ห้องสุขา ยารักษาโรค ความสะอาด และสุขอนามัย โดยประสานสาธารณสุขจังหวัดป้องกันโรคและการปนเปื้อนในพื้นที่ประกอบอาหาร ด้านการเยียวยา ให้ทุกพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหาย รายครัวเรือน และส่งข้อมูลให้ ปภ. เป็นรายชุด ไม่ต้องรอครบทั้งพื้นที่หรือรอการฟื้นฟูแล้วเสร็จ โดย ปภ. ได้โอนงบประมาณเงินเยียวยา 4,700 ล้านบาท ไปยังธนาคารออมสินแล้ว หากตำบล อำเภอ หรือจังหวัดใดตรวจสอบเสร็จก่อน สามารถดำเนินการโอนเงินได้ทันทีแบบรายวัน และเน้นย้ำว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเริ่มเห็นเงินโอนเข้าบัญชีประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีกรณีผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน พ.ศ. 2569 กรณี ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนกรณีที่อยู่อาศัยประจำหรือที่อยู่อาศัยในอาคารสูงถูกน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ ได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท โดย ปภ. และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ปัจจุบันเปิดระบบครอบคลุม 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร 50 เขต พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และประชาชนที่ไม่สามารถใช้ระบบออนไลน์ได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับกลไกการช่วยเหลือตามช่วงเวลาที่เกิดภัย เหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ให้ใช้งบกลาง ส่วนเหตุที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ให้อยู่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ปภ. จัดระบบและกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพให้ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนต้องประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง พร้อมมอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจนและเร่งให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินโดยเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ &ldquo;โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน&rdquo; ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยคุ้มครองที่อยู่อาศัย สูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีอุทกภัยจ่ายความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท และส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท และส่วนที่เกินไม่เกิน 95,000 บาท ขณะที่กรณีบ้านถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุวงเงิน 2,000,000 บาทต่อคน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในวันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 5/2569 เพื่อติดตามฝนและสถานการณ์น้ำล่วงหน้า 7&ndash;10 วัน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และเพชรบุรี&ndash;ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและเตรียมช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า จะมีฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 10&ndash;12 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะวันที่ 10&ndash;11 ตุลาคม ต้องเฝ้าระวังภาคกลางตอนล่างและพื้นที่ด้านตะวันตก สำหรับลุ่มน้ำเพชรบุรี ให้ติดตาม เขื่อนแก่งกระจาน ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุและยังมีน้ำไหลเข้า พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับฝนหนัก ขณะที่เขื่อนปราณบุรีเร่งระบายน้ำเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝน โดยมีพื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ซึ่งอาจส่งผลต่อมวลน้ำลงเจ้าพระยา รวมถึง อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ที่เสี่ยงฝนสะสมบริเวณแนวเทือกเขา ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ยังต้องติดตามฝนระลอกใหม่ช่วง 10&ndash;12 ตุลาคมอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเอกนิติย้ำให้ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ ฝน น้ำท่า น้ำในเขื่อน การระบายน้ำ และสถานการณ์จริงเป็น &ldquo;ข้อมูลชุดเดียวกัน&rdquo; ให้กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ชี้พื้นที่เสี่ยงแต่ละจังหวัด เพื่อนำไปกำหนดพื้นที่เสี่ยงถึงระดับอำเภอและตำบล เตรียมเครื่องจักร จุดอพยพ ทรัพยากร และแจ้งเตือนประชาชนได้ตรงพื้นที่ พร้อมมอบหมายคณะอนุกรรมการแต่ละลุ่มน้ำประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานภายใต้ระบบเดียวกัน โดยมี ปภ. เป็นหน่วยประสาน เพื่อยกระดับการบริหารข้อมูล การจัดการน้ำ และการเตรียมพร้อมของภาคกลางให้เป็นต้นแบบ (Model) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นต่อไป</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202610064e1b5a3f073a3cd1e807e1f2af7dada4113214.jpg' type='image/jpg' length='1576872' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ แจ้งเตือนล่วงหน้า เร่งฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาสัมพันธ์สิทธิ “ประกันภัยพิบัติ”]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/547777</link>
<guid isPermaLink="false">4d822d2e5c7ead7c4363b54bb28a30de</guid>
<pubDate>Sun, 04 Oct 2026 13:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(3 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กล่าวว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ในช่วงวันที่ 4 - 7 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร อาจส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันมีการระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งยังคาดว่าจะมีสถานการณ์น้ำทะเลหนุน ในช่วงวันที่ 5 - 10 ตุลาคม 2569 อาจทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยมีความล่าช้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งพร่องน้ำและระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงต่อไป โดยเร่งระดมเครื่องจักรกลฯ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังจากนี้ ฝนจะเริ่มไล่ลงสู่ภาคใต้ตอนบน ซึ่งได้ประสานกับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้เตรียมพร้อมและประสานงานร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ รวมถึงวางแผนการป้องกัน การดูแลผู้ประสบภัย การอพยพ และการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ ตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด และมอบหมายผู้รับผิดชอบแต่ละภารกิจอย่างชัดเจน เพื่อให้การประสานและติดตามงานเป็นไปอย่างมีระบบ นอกจากนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดศึกษาและทำความเข้าใจโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนที่ประสบภัยจากภัยพิบัติสำคัญ ได้แก่ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว รวมถึงชี้แจงรายละเอียด ขั้นตอน และสิทธิที่ประชาชนจะได้รับให้เข้าใจตรงกัน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสนและให้ผู้ประสบภัยเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วโดยนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ด้านการบริหารจัดการ ให้ทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ในทุกระดับ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบ มอบหมายภารกิจให้ชัดเจน บูรณาการทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ และจัดให้มีจุดประสานงานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ด้านกำลังพล ระดมกำลังพลทุกภาคส่วน จัดระบบการปฏิบัติงาน ใช้ยุทธโธปกรณ์และทรัพยากรอย่างเหมาะสม เตรียมความพร้อมต่อเนื่อง ขอให้บูรณาการความร่วมมือจากกำลังพลทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น มูลนิธิ องค์การสาธารณกุศล ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ จัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตให้มีความเหมาะสม จัดทำยอดกำลังพลและภารกิจให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า และรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ด้านข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัย ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย ทันต่อสถานการณ์ ทั้งจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมและรับมือได้ทันเวลา สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่องของสิทธิที่จะได้จากการประกันภัยพิบัติ โดยรัฐบาลจัดไว้ให้ 30 ล้านครัวเรือน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. ด้านการติดตาม กำกับดูแล ให้ ปภ. เป็นศูนย์กลางในการกำกับ ติดตาม และประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิด เร่งประสานงาน และแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน ให้มีข้อมูลเพียงชุดเดียวในการประเมิน ตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ให้การช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ปภ. ได้ประสานจังหวัด ศูนย์ ปภ. เขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล เครื่องจักรกลฯ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เรือ รถผลิตน้ำดื่ม รถประกอบอาหาร รวมถึงสับเปลี่ยนกำลังพลและเครื่องจักรกลฯ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายให้เปลี่ยนภารกิจเข้าสู่ช่วงระยะการฟื้นฟู โดยระดมนำเครื่องจักรกลฯ สำหรับใช้ในการฟื้นฟูเข้าพื้นที่ตามแผนการฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับสู่บ้านเรือนและดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยระบุว่า จังหวัดนครสวรรค์ถือเป็นพื้นที่สำคัญที่รองรับมวลน้ำจากแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน ก่อนจะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายชุมชนได้รับผลกระทบ จากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนสถานการณ์จะคลี่คลาย รัฐบาลได้สั่งการให้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ในส่วนของการเยียวยา ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง โดยกรณีที่เกิดเหตุขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่วนกรณีที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะมีเงินจากโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เข้ามาช่วยเหลือเยียวยาในส่วนของที่อยู่อาศัย รวมถึงกรณีการเสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยให้ความคุ้มครองภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยจะได้รับความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสียหาย ขณะที่กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 2,000,000 บาทต่อคน หลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายตามบ้านเรือนของประชาชน เพื่อเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาให้เร็วที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเกิดอุทกภัยก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คือ ในช่วงวันที่ 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่ 65 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร กรณีที่อยู่อาศัยประจำน้ำท่วมขัง ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ที่อยู่อาศัยประจำน้ำท่วมขังติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีที่เสียชีวิตจากดินโคลนถล่มและอุทกภัย จะช่วยเหลือเป็นค่าปลงศพ รายละ 2,000,000 บาท ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการดำเนินการรับลงทะเบียนประชาชนเพื่อรับเงินเยียวยาจากสถานการณ์อุทกภัย ใน 65 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ซึ่งรัฐบาลได้เปิดช่องทางลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; ข้อมูลล่าสุด (3 ต.ค. 69 เวลา 13.30 น.) มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว จำนวน 702,217 ครัวเรือน จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 343,545 ครัวเรือน รองลงมาคือ สมุทรปราการ 95,450 ครัวเรือน และปทุมธานี 83,482 ครัวเรือน และจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ กำชับเจ้าหน้าที่ให้อำนวยความสะดวกประชาชนในการลงทะเบียนและตอบคำถามประชาชนกรณีมีข้อสงสัยอย่างเต็มที่ หากประชาชนไม่สะดวกเดินทางมายังหน่วยงานราชการหรือมีปัญหาเรื่องการใช้แอปพลิเคชัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดชุดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลงพื้นที่เชิงรุกไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อเปิดจุดรับลงทะเบียนเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชนถึงพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ.ได้เตรียมชุดข้อมูลรายละเอียดของการใช้งานลงทะเบียนรับเงินเยียวยาอุทกภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา ทำความเข้าใจ รวมถึงชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ จะได้ดำเนินการได้ถูกต้องและได้รับการเยียวยาที่รวดเร็ว ทั้งนี้ ประชาชนที่มีความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยจะได้รับความช่วยเหลือ 1 ครั้ง ต่อ 1 หลังคาเรือน ครอบคลุมบ้านที่มีทะเบียนบ้าน บ้านเช่า โดยผู้เช่าเป็นผู้รับเงิน และที่อยู่อาศัยประจำอื่น ๆ แม้ไม่มีทะเบียนบ้าน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; และยื่นเอกสารด้วยตนเอง ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ /สำนักงานเขตในพื้นที่ กทม.<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เขตลาดกระบัง ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชน พร้อมตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เรือ รถครัวสนาม และระบบสนับสนุนต่าง ๆ กำชับทุกหน่วยงานภายใต้แนวทาง &ldquo;ทส.หนึ่งเดียว&rdquo; ทำงานเชิงรุกร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง เน้นย้ำการกระจายอาหารและน้ำดื่มให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบประสิทธิภาพของรถครัวสนามและจุดแจกจ่ายอาหาร รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบาง ประสานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และรถฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ให้ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้สั่งการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจัดเตรียมกำลังพลและเครื่องมือให้พร้อมเข้าพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่อสำรวจความเสียหาย&nbsp;ล้างทำความสะอาดบ้านเรือน และช่วยประชาชนฟื้นฟูพื้นที่ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/202610040dc31e0c6882143c4a10575dbb1c20a6131437.jpg' type='image/jpg' length='1611818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งช่วยน้ำท่วมทุกมิติ รับมือฝน 4–5 ต.ค. “ยศชนัน” ผนึก 5 กระทรวง และ กทม. เปิด “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม” ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/547671</link>
<guid isPermaLink="false">7d5e4c8ba723981ccbec2b748a8846ae</guid>
<pubDate>Sat, 03 Oct 2026 12:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย เป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แล้ว ทุกหน่วยงานได้รับทราบภาพรวมสถานการณ์และเร่งดำเนินการตามภารกิจในพื้นที่วิกฤต โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือในทุกมิติ รวมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักการสื่อสาร &ldquo;หนึ่งพื้นที่ หนึ่งข้อมูล&rdquo; เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลระดับน้ำและสถานการณ์ที่ถูกต้อง เป็นเอกภาพ ลดความสับสน พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 4&ndash;5 ตุลาคม 2569 ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยให้ประเมินความเสี่ยงและเตรียมบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ อาหาร น้ำดื่ม และแผนเผชิญเหตุให้พร้อม รวมทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลพยากรณ์อากาศไปใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำและเตรียมรับมือสถานการณ์ล่วงหน้า โดยสิ่งของในถุงยังชีพต้องเป็นสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสามารถบริโภคได้ทันที&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งลงพื้นที่ดูแลประชาชนในศูนย์พักพิงให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะอาหาร น้ำดื่ม ห้องสุขา และความเป็นอยู่ พร้อมบริหารจัดการมวลชนด้วยความอดทนและสร้างความเข้าใจ รวมทั้งเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง โดยใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยได้มีข้อสั่งการ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ให้ทุกจังหวัดยังคงเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ และทรัพยากรที่จำเป็น ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ อาหาร น้ำดื่ม ห้องสุขา และศูนย์พักพิงให้มีความพร้อมตลอดเวลา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. สำหรับสถานีสูบน้ำทุกแห่ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบริหารจัดการและระบายน้ำในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในจุดที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทั้งในแนวขวาง แนวดิ่ง และตามแนวคลอง ที่เชื่อมต่อกับระบบอุโมงค์ระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ให้กำหนดจุดติดตั้งที่ชัดเจน ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และบูรณาการการทำงานระหว่างพื้นที่ เพื่อลดข้อขัดแย้งในการบริหารจัดการน้ำ ลดผลกระทบกับชุมชน ให้จัดทำแนวป้องกันน้ำล้นตลอด 2 ฝั่งคลอง โดยเฉพาะในจุดเสี่ยง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล สามารถลดผลกระทบ และบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. จังหวัดหรือพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้เร่งสำรวจ และประเมินความเสียหายอย่างครอบคลุมทุกด้าน เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้ถึงมือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยให้แยกการดำเนินการเป็น 2 บัญชี ได้แก่ 1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ให้ดำเนินการตามกฎ ระเบียบกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ 2) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ให้ดำเนินการตามระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผู้ว่าราชการจังหวัดศึกษาทำความเข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ของกรมธรรม์ตามระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติแก่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อให้มีความเข้าใจในกรมธรรม์และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมกันนี้ ขอให้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประสานและสั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกันและผู้เอาประกันภัย รวมถึงกรณีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม หากอยู่ในความคุ้มครองของประกันภัย ให้เร่งประสานและดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงเปิดตัวระบบ &ldquo;Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม&rdquo; ที่ครอบคลุมตั้งแต่การซ่อมที่พักอาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบไฟ รถยนต์/จักรยานยนต์ การทำความสะอาด ศูนย์พักพิง อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงบริการทางการแพทย์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับศักยภาพของหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเป็นช่องทางกลางเชื่อมความต้องการของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานช่วยเหลือ โดย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งดูแลระบบ Traffy Fondue ประกอบกับ กทม. มีความคุ้นเคยกับระบบนี้ดีอยู่แล้ว จึงนำมาใช้เป็นฐานตั้งต้นในการทำงาน เพื่อบูรณาการกำลังคนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงกลุ่มอาชีวศึกษา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ด้วยตนเอง กระทรวง พม. จะมีอาสาสมัคร พม. (อพม.) เข้ามาเป็นตัวกลางช่วยนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับการซ่อมแซมอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ โครงการยังเปิดรับจิตอาสาจากภาคเอกชนและหน่วยงานอื่น ๆ ให้สามารถลงทะเบียนทาง Traffy Fondue เพื่อระดมกำลังคนไทยช่วยเหลือ กทม. ในครั้งนี้ด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้าน พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ กทม. และพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า ในระยะเร่งด่วน กองทัพจะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากทุกเหล่าทัพร่วมกับ กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะเยียวยาและฟื้นฟูเมื่อสถานการณ์น้ำคลี่คลาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์พื้นที่ว่า ปัจจุบัน กทม. ยังมีจุดวิกฤตน้ำท่วมขังสูงในหลายเขต ทั้งฝั่งตะวันออก (เช่น ลาดกระบัง หนองจอก ประเวศ) โซนเหนือ (เช่น สายไหม คลองสามวา บางเขน) และโซนอื่น ๆ ซึ่งที่ผ่านมากองทัพได้ส่งกำลังพล รถยกสูง และเรือเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการอพยพผู้ป่วยฉุกเฉินออกจากพื้นที่แล้ว 776 คน สำหรับระยะต่อไปคือการฟื้นฟูคืนสภาพ ทั้งการทำความสะอาดและซ่อมแซมระบบไฟ-บ้านเรือน โดยจะใช้ระบบ Traffy Fondue เป็นตัวกลางในการผนึกกำลังร่วมกับวิศวกรอาสา ช่างทหาร และเครือข่ายช่างจากกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือในแต่ละจุดอย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า กระทรวงแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ระดมทีมช่าง เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์ เครื่องใช้ และยานพาหนะให้ประชาชนฟรีทั้งหมด โดยใน กทม. ได้เปิดจุดบริการซ่อมรถยนต์และจักรยานยนต์ที่จมน้ำแล้วหลายแห่ง ซึ่งการใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่กระทรวงใช้งานอยู่เดิม จะช่วยให้การสับเปลี่ยนกำลังพลและบริหารทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุดและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร้รอยต่อ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เน้นย้ำการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และคนพิการ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในแฟลตของการเคหะแห่งชาติ การนำระบบ Traffy Fondue มาใช้ จะช่วยให้เครือข่ายนิติบุคคลและกลุ่มอาสาสมัคร (อพม.) สามารถค้นหาความต้องการและประสานงานช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง ลดโอกาสที่ประชาชนจะตกหล่นจากระบบ ทั้งนี้ได้จัดเตรียมระบบหลังบ้าน เพื่อใช้งานสำหรับโปรแกรมหลังบ้าน &ldquo;ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม&rdquo; คาดว่าจะเปิดการใช้งานประมาณ 1 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อร้องเรียนของประชาชน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จะนำศักยภาพของเครือข่ายสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งครูและนักศึกษา ลงพื้นที่ซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังน้ำลด โดยใช้ Traffy Fondue เป็นช่องทางกลางรับเรื่อง ก่อนประมวลผลและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมในพื้นที่ โดยผู้แจ้งสามารถติดตามสถานะได้จนกว่างานจะซ่อมเสร็จ ปัจจุบันได้เปิดจุดบริการนำร่องใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และกาญจนบุรี สำหรับภาคเอกชนที่สนใจร่วมช่วยเหลือ สามารถสอบถามรายละเอียดผ่าน LINE ได้ที่ @fonduehelp โดยขั้นตอนการแจ้งขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบ สามารถเข้าแอปพลิเคชัน LINE เพิ่มเพื่อน @TraffyFondue และเลือกเมนู &ldquo;ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม&rdquo; เลือกประเภทความช่วยเหลือ กรอกรายละเอียดและแนบภาพถ่ายความเสียหาย แชร์ตำแหน่งสถานที่ (Location) ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ ระบบจะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถติดตามสถานะได้จนจบงาน ทั้งนี้หากเป็นอุปกรณ์ชิ้นใหญ่หรืองานระบบในบ้านที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ จะประสานทีมช่างให้เข้าไปดำเนินการถึงที่พักอาศัยตามความเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เยี่ยมติดตามและสำรวจผลกระทบในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยได้รับฟังมาตรการป้องกันของผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม จากนั้นได้ติดตามระดับน้ำตามเฟสต่าง ๆ ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันมีระดับน้ำสูงท่วมล้อรถจีเอ็มซี พร้อมกับมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนในชุมชนข้างเคียงนิคมอุตสาหกรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่โรงพยาบาลสนาม โรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง โดยนายพัฒนา กล่าวว่า โรงพยาบาลสนาม สามารถรองรับประชาชนในชุมชนโซนเคหะร่มเกล้า-ลาดกระบัง ที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 30,000 คน ให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง โดยจัดบริการผู้ป่วยนอกที่เดินทางออกจากที่พักได้ ประมาณ 30-40 คนต่อวัน ให้การดูแลผู้ป่วยเฝ้าระวังสังเกตอาการ เพื่อประเมินการรักษา รองรับได้ 6 เตียง และบริการอุบัติเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กองทัพเรือ โดยกรมอู่ทหารเรือ เดินหน้าติดตั้งเรือผลักดันน้ำอย่างต่อเนื่อง รวม 90 ลำ แบ่งเป็น ติดตั้งแล้ว 52 ลำ อยู่ระหว่างติดตั้ง 16 ลำ และอยู่ในแผนติดตั้ง 22 ลำ ครอบคลุมพื้นที่ นครนายก&ndash;บางพลี&ndash;ลาดกระบัง เพื่อเร่งผลักดันและระบายน้ำออกจากพื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20261003a4445b08f36db52db9f21efe6265e30b123446.jpg' type='image/jpg' length='1469552' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-ลาว ร่วมมือปราบยาเสพติด หลอกลวงออนไลน์ แก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ตั้งเป้าการค้า 370,000 ล้าน ]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/547409</link>
<guid isPermaLink="false">fd146b36ce309905280c2347ca94759a</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(1 ต.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 2 ตุลาคม 2569 และเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission: JC) ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - ลาว ครั้งที่ 23 ตามคำเชิญของนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ สปป. ลาว ซึ่งการประชุม JC ไทย - ลาว ครั้งที่ 23 นี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีไทย-ลาวอย่างรอบด้าน และติดตามการดำเนินงานตามผลการเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ทั้งในด้านการเมืองความมั่นคง การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางพลังงาน ความเชื่อมโยง ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบัน อาทิ การปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์และปัญหายาเสพติด และแก้ไขปัญหามลภาวะข้ามแดน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โอกาสนี้ นายสีหศักดิ์ ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่หอประชุมแห่งชาติเวียงจันทน์ ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แน่นแฟ้น การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเพิ่มความร่วมมือเพื่อปราบปรามยาเสพติดและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ แก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ผลักดันเป้าหมายการค้า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 370,000 ล้านบาท) ภายในปี 2570 การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งทางรถ รถไฟ และกฎระเบียบ รวมถึงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการท่องเที่ยว เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในการพูดคุยของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นที่น่าพอใจอย่างมากต่อสถานะความสัมพันธ์ของทั้งไทยและลาว ที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือกันในทุกด้าน สะท้อนถึงนโยบายของไทยที่จะดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศบนพื้นฐานของความมั่นคง รวมถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจร่วมกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจร่วมกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในระดับประชาชน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว สะท้อนถึงแนวทางในปัจจุบันอย่างดี โดยประเทศไทยได้พยายามตอบรับต่อสิ่งที่ สปป.ลาว ต้องการดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ ซึ่ง สปป.ลาว ไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ปัจจุบันนี้มีความเชื่อมโยงกันหลายด้าน ทั้งทางถนน ทางรถไฟ ในส่วนของระบบราง สปป.ลาว กำลังมีการปรับเปลี่ยนระบบ เพื่อให้เชื่อมโยงกันระหว่าง ไทย-ลาว-จีน-เวียดนาม เป็นต้น และไทยได้สนับสนุนด้านยุทธศาสตร์ โดยสิ่งที่จะเห็นได้ชัดคือ การสร้างสะพานระหว่างกัน ขณะนี้สะพานที่ข้ามไปมาระหว่างไทยและลาว มีด้วยกัน 5 แห่ง และกำลังจะสร้างแห่งที่ 6 ขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สะพานเหล่านี้เป็นการส่งเสริมความเชื่อมโยงการไปมาหาสู่ รวมถึงการค้าขายระหว่างกัน หลายเส้นทางมีความสำคัญในการเป็นเส้นทางเชื่อมต่อของลาว ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นทั้ง เวียดนาม และ จีน ซึ่งมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการอาศัยจุดแข็งของตัวเอง เปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็นประเทศที่มีเส้นทางกระจายสินค้าทางบก และ ทางราง แทน จึงทำให้ สปป.ลาว ได้รับผลประโยชน์ในเรื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้ไปชมโครงการใหญ่ของทางประเทศลาวด้วย คือ ระบบคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ ไทย-ลาว ที่ไม่ใช่แค่จุดกระจายสินค้าเท่านั้น แต่จะเป็นการพัฒนาเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่อาจมีสินค้าบางอย่างที่ผลิตในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ด้วย ก่อนที่จะมีการเข้าไปยัง จีน หรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค แต่สิ่งสำคัญคือ ไทยและลาว มีความเชื่อมโยงทางกายภาพ เพียงแต่การใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงนี้ก็ต้องมีกติกาหรือมีระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องของศุลกากร หรือตรวจคนเข้าเมือง ที่ขณะนี้หลายแห่ง เริ่มปรับเปลี่ยนเป็นด่านจุดเดียว ตรวจครั้งเดียว ไม่ต้องยุ่งยากในการตรวจจากประเทศหนึ่ง และมาตรวจอีกประเทศหนึ่ง จึงทำให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัว สิ่งนี้ สปป.ลาว ให้ความสำคัญมากและทางประเทศไทยให้การสนับสนุน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้ง 2 ประเทศ ยังเห็นพ้องการเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยเฉพาะการสกัดกั้นยาเสพติดและการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งจะต้องร่วมมือกันมากขึ้นกว่าเดิมให้เท่าทันกับการใช้เทคโนโลยีของขบวนการสแกมเมอร์ด้วย นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องการแก้ปัญหามลภาวะข้ามพรมแดนร่วมกัน โดยประเทศไทย พร้อมสนับสนุน สปป.ลาว ในด้านการฝึกบุคลากร การทำฝนหลวง และการจัดการกับไฟป่า พร้อมกันนี้ย้ำว่าความร่วมมือทางชายแดนไทย - ลาว ที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาติดขัดใด ๆ มีการประสานกันด้วยดีตลอด สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีเสมอมา และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสีหศักดิ์ ยังได้เยี่ยมชมเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งจะพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์กระจายสินค้าสำคัญของ สปป. ลาว บริเวณสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย - เวียงจันทน์) เพื่อหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างไทย - สปป. ลาว ที่จะเป็นแกนกลางของการเชื่อมโยงของภูมิภาค</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20261002c8208b92c4ac5567fadacb2f56dc376a115036.jpg' type='image/jpg' length='1376858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ยกระดับการดูแลประชาชนประกันภัยพิบัติ น้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว 30 ล้านครัวเรือน 1 ต.ค. 69 - 1 ต.ค. 70]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/547405</link>
<guid isPermaLink="false">906c5772498713d5b701d626635c709d</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 11:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">นายกฯ ยกระดับการดูแลประชาชนประกันภัยพิบัติ น้ำท่วม&ndash;วาตภัย&ndash;แผ่นดินไหว 30 ล้านครัวเรือน 1 ต.ค. 69 - 1 ต.ค. 70</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(1 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม หลังหลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง น้ำหลาก ขณะที่มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนยังคงเคลื่อนตัวลงสู่ภาคกลางและพื้นที่ปลายน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์ล่าสุด ทั้งระดับน้ำ พื้นที่ได้รับผลกระทบ การอพยพประชาชน การบริหารจัดการน้ำ และผลการให้ความช่วยเหลือ เพื่อนำข้อมูลมาประเมินและปรับแผนปฏิบัติงาน พร้อมอุดช่องว่างในการทำงานให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยกำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การแจ้งเตือนล่วงหน้า การดูแลกลุ่มเปราะบาง การบริหารศูนย์พักพิง การฟื้นฟูพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง การจัดการขยะ น้ำเสีย และสุขอนามัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ นายกรัฐมนตรีกำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่ &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. จัดลำดับการช่วยเหลือตามระดับความเดือดร้อน โดยเร่งเข้าถึงพื้นที่ถูกตัดขาด พื้นที่ที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และพื้นที่ที่ประชาชนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อน &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. จัด &ldquo;ทีมปฏิบัติการที่เข้าถึงประชาชน&rdquo; โดยเฉพาะชุมชนที่เข้าถึงยาก พร้อมเรือ รถยกสูง รถทหาร และระบบนำส่งอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ใช้หลัก &ldquo;หนึ่งพื้นที่ หนึ่งข้อมูล&rdquo; ให้หน่วยงานทุกแห่งใช้ข้อมูลระดับน้ำและการระบายน้ำชุดเดียวกันในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อลดความสับสนและความคลาดเคลื่อน &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. เตรียมรับฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 4&ndash;5 ตุลาคม 2569 ให้จังหวัดที่ยังมีพื้นที่น้ำท่วมประเมินศักยภาพในการรองรับน้ำเพิ่มเติมและเตรียมมาตรการล่วงหน้า &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5) จัดทำบัญชีกำลังพลและเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือ รถกู้ภัย และเครื่องจักรต่าง ๆ ให้พร้อมเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดได้ทันที โดยกำหนดจังหวัดต้นทางและพื้นที่ปลายทางให้ชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้เร่งแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยตามแนวแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง เพื่อให้มีเวลาเตรียมอพยพ ยกสิ่งของขึ้นที่สูง และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหรือยานพาหนะไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยให้จังหวัดในแนวทางผ่านของน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร และราชบุรี เตรียมความพร้อมในระดับสูงสุด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอปฏิบัติงานในพื้นที่และพร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากการรับมือและฟื้นฟูสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐบาลยังเดินหน้าสร้างหลักประกันรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้ Kick off &ldquo;โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน&rdquo; ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายฝ่ายปกครองทั่วประเทศ พร้อมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ปภ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยมีความสำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน เพื่อสร้างหลักประกันรองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือภายหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงและเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. กรมธรรม์ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 และมีการต่อประกันภัยทุกปี ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. คุ้มครองที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีอุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท กรณีวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท และกรณีแผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน พร้อมความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ 2,000,000 บาทต่อคน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทน เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหาย สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อีกทั้งยังเป็นการนำระบบประกันภัยและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. นายกรัฐมนตรีกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียด และนำไปชี้แจงประชาชนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย โดยต้องประชาสัมพันธ์สิทธิ วงเงิน และเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงสิทธิและประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มที่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังได้เปิดระบบลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่มีที่อยู่อาศัยประจำได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในช่วงวันที่ 15 พฤษภาคม&ndash;30 กันยายน 2569 ครอบคลุม 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป หรือยื่นคำร้องด้วยตนเองที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยการให้ความช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีครอบคลุม 4 กรณี ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำล้อมรอบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. ที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในอาคารสูง แม้น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่พักอาศัย แต่สถานการณ์น้ำส่งผลให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ผู้ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศ เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ความช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน ครอบคลุมทั้งบ้านที่มีทะเบียนบ้าน บ้านเช่า ซึ่งผู้เช่าเป็นผู้รับเงินช่วยเหลือ และที่อยู่อาศัยประจำอื่น ๆ แม้ไม่มีทะเบียนบ้าน โดยพื้นที่ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ครอบคลุม 65 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ตรัง ตราด นครนายก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ นนทบุรี น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พังงา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อ่างทอง อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอุบลราชธานี รวมถึงกรุงเทพมหานคร<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการลงทะเบียนขอความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องได้ 2 ช่องทาง คือ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยระบบจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และสามารถติดตามสถานะการดำเนินการได้แบบเรียลไทม์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าวสะท้อนการดูแลผู้ประสบภัยตั้งแต่ การป้องกันและรับมือสถานการณ์ การช่วยเหลือระหว่างเกิดภัย การเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด การสร้างหลักประกันรองรับความเสียหาย ตลอดจนการเปิดช่องทางให้ผู้ประสบอุทกภัยเข้าถึงเงินช่วยเหลือของภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำรงชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20261002c8f9c26805dc03882067b3a73b50321c114815.jpg' type='image/jpg' length='1531217' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อดุลย์” ระดมกำลังพล เรือ ยานพาหนะ ตั้งโรงครัวพระราชทาน ผลิตอาหารปรุงสุกช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/546912</link>
<guid isPermaLink="false">2f7ea684f6afddb3788a281dd8ffd2d3</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(30 ก.ย. 69) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามและสำรวจระบบบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จุดสำคัญของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้เห็นภาพการบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ไม่เฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเท่านั้น โดยคณะได้ติดตามตั้งแต่ทิศทางการไหลและการผันน้ำ ประตูระบายน้ำ คูคลองและคลองสายหลัก พื้นที่รับน้ำและแก้มลิง ตลอดจนเส้นทางระบายน้ำลงสู่พื้นที่ปลายน้ำและปากน้ำออกสู่แนวทะเล พร้อมพิจารณาข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณน้ำ ความสามารถในการรองรับและระบายของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนจุดที่อาจเป็นข้อจำกัดของระบบ เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำระหว่างกรุงเทพมหานคร พื้นที่ปริมณฑล และระบบชลประทานให้ทำงานสอดคล้องกัน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการหารือร่วมกันของกระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร และกรมชลประทาน โดยก่อนหน้านี้ ได้ร่วมติดตามระบบระบายน้ำและพิจารณาข้อมูลระดับน้ำในพื้นที่ เพื่อประเมินทิศทางการไหล จุดน้ำท่วมขัง และขีดความสามารถของระบบระบายน้ำมาแล้ว&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลโท อดุลย์ ระบุว่า การแก้ไขสถานการณ์ในขณะนี้จำเป็นต้องมอง &ldquo;น้ำทั้งระบบ&rdquo; ตั้งแต่ต้นทาง เส้นทางน้ำ พื้นที่พักน้ำ ไปจนถึงจุดระบายออก ไม่สามารถแก้ไขเฉพาะจุดได้ โดยข้อมูลจากทุกหน่วยงานต้องเชื่อมโยงเป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้สามารถกำหนดจังหวะการสูบ การผลัก การผัน และการระบายน้ำได้อย่างเหมาะสม ลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน และเร่งทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ประสบภัยลดลงโดยเร็วที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในส่วนของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ยังคงสนับสนุนการบริหารจัดการสถานการณ์ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำลังพล ยานพาหนะ เรือ เครื่องมือและยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการอพยพ การลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่การเดินทางยังมีข้อจำกัด พร้อมประสานการสนับสนุนเพิ่มเติมให้แก่กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็น โดยเป้าหมายสำคัญขณะนี้คือทำให้น้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง จึงต้องเชื่อมข้อมูลและการทำงานของทุกหน่วยเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงทะเล เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด กระทรวงกลาโหมจะติดตามสถานการณ์และประสานการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนศักยภาพของกองทัพทั้งในภารกิจบริหารจัดการสถานการณ์ การช่วยเหลือประชาชน และการเตรียมเข้าสู่ระยะฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของหน่วยทหาร ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคว่า นอกเหนือจากภารกิจการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางด้วยยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ เรือ และยานพาหนะต่าง ๆ ที่เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว กองทัพบกยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนที่ยังคงติดค้างอยู่ในที่พักอาศัย ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ หรือมีความประสงค์จะพักอาศัยอยู่ในบ้านเรือน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับอาหาร น้ำดื่ม ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคในการดำรงชีพ กองทัพบกจึงร่วมกับศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) เหล่าทัพ และหน่วยงานในพื้นที่ น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานในการดูแลประชาชนผู้เดือดร้อนมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการกำลังพล หน่วยทหาร จิตอาสา และภาคส่วนต่าง ๆ จัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่แจกจ่ายวันละ 3 มื้อ และเร่งนำส่งให้ถึงมือประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะในจุดที่น้ำท่วมสูงหรือการสัญจรเข้า&ndash;ออกยากลำบาก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่มื้อเย็นของวันที่ 26 กันยายน 2569<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันได้จัดตั้งโรงครัวพระราชทานรวมทั้งสิ้น 21 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตลาดกระบัง สวนหลวง ดอนเมือง บางกะปิ คลองสามวา ประเวศ และสะพานสูง รวมถึงในพื้นที่ต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปทุมธานี โดยสามารถผลิตอาหารปรุงสุกใหม่และส่งมอบให้แก่ประชาชนไปแล้วรวมกว่า 90,000 กล่อง ทั้งนี้ โรงครัวพระราชทานยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์และประเมินความต้องการในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงอย่างทั่วถึงและตรงจุดมากที่สุด โดยกองทัพบกจะยังคงบูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กองทัพเรือจัดรถครัวสนามประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ พร้อมจัดทำข้าวกล่องแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่เขตสะพานสูงและเขตสวนหลวง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ส่งต่อความห่วงใยให้ทุกคนก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งการให้ สคบ. ประสานหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจ เดินหน้า 9 มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตั้งแต่การจัดหารถยก ประเมินค่าซ่อมรถฟรี ลดค่าอะไหล่และค่าแรง ประสานช่วยเหลือด้านหนี้สิน ไปจนถึงการซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมดูแลไม่ให้ประชาชนถูกเรียกเก็บค่าบริการหรือกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม โดยได้ให้ สคบ. เร่งประสานทั้งหน่วยงานรัฐ อู่ซ่อมรถ ค่ายรถยนต์ และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ประชาชนต้องได้รับความช่วยเหลือ และต้องไม่ถูกฉวยโอกาสซ้ำเติมในช่วงที่กำลังเดือดร้อน สำหรับผู้ที่รถยนต์ถูกน้ำท่วม สคบ. ได้ประสานตำรวจเพื่อให้ประชาชนขอความช่วยเหลือด้านรถยกผ่านสายด่วน 191 พร้อมประสานสมาคมรถยกแห่งประเทศไทย ซึ่งยืนยันจะคิดค่าบริการตามต้นทุนอย่างเหมาะสม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ส่วนการซ่อมรถได้ร่วมมือกับสมาคมอู่กลางการประกันภัยให้ประเมินราคาซ่อมฟรีและมีส่วนลดอะไหล่แท้ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายยี่ห้อมีมาตรการลดค่าอะไหล่ ค่าแรง และตรวจสภาพรถฟรีตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ด้านภาระหนี้ สคบ. ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งการพักชำระเงินต้น ลดหรือพักดอกเบี้ย ลดค่างวด และขยายระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นและการฟื้นฟูความเสียหาย โดยผู้บริโภคสามารถติดต่อสถาบันการเงินที่ใช้บริการเพื่อขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งรายละเอียดและระยะเวลาจะแตกต่างกันตามสถาบันการเงินและประเภทสินเชื่อ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนรถยนต์ที่มีประกันภัย ได้ประสาน คปภ. ดูแลการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายจริงและความคุ้มครองของกรมธรรม์ หากมีปัญหาสามารถสอบถามสายด่วน คปภ. 1186 สำหรับรถเช่า สมาคมรถเช่าไทยมีแนวทางยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรกกรณีเสียหายจากอุทกภัย และจัดหารถทดแทนให้ผู้บริโภคที่ยังอยู่ระหว่างสัญญาเช่า โดยความเสียหายส่วนที่เหลือเป็นไปตามเงื่อนไขการรับประกัน นอกจากนี้ ยังได้ประสานผู้ประกอบธุรกิจช่วยฟื้นฟูบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า มีทั้งบริการสำรวจบ้านและตรวจระบบไฟฟ้าฟรี ส่วนลดบริการดูแลบ้าน การขยายเวลารับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้า และยกเว้นค่าตรวจเช็กหรือค่าแรงซ่อมตามเงื่อนไขของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย พร้อมกำชับผู้ให้เช่าที่พักอาศัยให้จัดทำสัญญาอย่างถูกต้อง ไม่เอาเปรียบเรื่องค่าเช่าหรือริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม และร่วมกับสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครรับเรื่องประสานความช่วยเหลือในพื้นที่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี พร้อมจัดตั้งโรงครัวช่วยเหลือผู้ประสบภัย 5 จุด เพื่อกระจายการจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มให้เข้าถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ลดข้อจำกัดในการเดินทางและให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ยาก พร้อมกำชับให้โรงครัวจัดทำอาหารสดใหม่และเร่งกระจายให้ถึงประชาชนโดยเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอรัฐมนตรีลงพื้นที่แจกอาหาร หรือรอพิธีการ หากโรงครัวจุดใดประกอบอาหารเสร็จและพร้อมแจกจ่าย สามารถนำไปส่งให้ประชาชนได้ทันที เพราะผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่สามารถรอได้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการเฝ้าระวัง กรมชลประทาน แจ้งเตือนเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ไปจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ประกอบด้วย ริมแม่น้ำบางปะกง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ริมแม่น้ำท่าจีน และริมแม่น้ำแม่กลอง โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ พื้นที่ที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร และพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมแม่น้ำ โดยมี 8 จังหวัดที่ขอให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม &nbsp;ส่วนเส้นทางสัญจรที่ควรติดตามสถานการณ์ได้แก่ สุขุมวิท สุขสวัสดิ์ พระราม 2 ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ปริมาณน้ำระบาย 2,443 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ปริมาณน้ำระบาย 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20261001ee8e02711d7fc6508ad46f2f458b9bb6100645.jpg' type='image/jpg' length='1593233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งทุกหน่วยรับมือน้ำท่วม รักษาชีวิตประชาชนเป็นอันดับแรก เร่งเยียวยาให้เร็วที่สุด]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/546910</link>
<guid isPermaLink="false">4b3c7278b708f4b489d5019359cdb352</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(30 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย แนวโน้มสถานการณ์ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกำลังและทรัพยากร ใช้ข้อมูลร่วมกัน และทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมกำหนดให้มีการประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน เพื่อให้การกำกับและสั่งการเป็นไปอย่างต่อเนื่องและทันต่อสถานการณ์ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงการแก้ไขปัญหา พร้อมมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาค และให้ทุกหน่วยประสานการทำงานกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด หากต้องการกำลังหรือทรัพยากรสนับสนุนให้รายงานเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อบูรณาการความช่วยเหลือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ สั่งให้ทุกจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ไม่ต้องรอให้เกิดภัยก่อน โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นทางผ่านของน้ำหรือมีเขื่อน ให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูล กำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร ระบบแจ้งเตือน การอพยพ และศูนย์พักพิง ตลอดจนสำรวจความเสียหายและเตรียมแผนฟื้นฟูเยียวยาไว้ล่วงหน้า โดยให้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถบริหารสถานการณ์จากศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อสั่งการสำคัญของนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูล โดยให้ ปภ. รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน และนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ เพื่อให้การวางแผนและสั่งการอยู่บนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) เฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม ติดตามการระบายน้ำจากเขื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี ประเมินปริมาณน้ำและระยะเวลาที่มวลน้ำจะเข้าสู่พื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและริมแม่น้ำ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าให้มีเวลาเตรียมรับมือ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) เตรียมกำลังและเครื่องจักรกลสาธารณภัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัย รวมถึงจัดเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่และห้องสุขาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมวางกำลังและเครื่องจักรในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า หากไม่เพียงพอให้ประสานศูนย์ ปภ. เขตและหน่วยงานในพื้นที่สนับสนุนทันที<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4) ให้ความสำคัญกับชีวิตและการอพยพประชาชนเป็นอันดับแรก ให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือและอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างทันท่วงที โดยยึดความปลอดภัยและการรักษาชีวิตประชาชนเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5) จัดศูนย์พักพิงให้ได้มาตรฐานและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง มอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดจัดหาสถานที่สำหรับศูนย์พักพิง และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด โดยต้องมีมาตรฐานทั้งด้านที่นอน อาหาร น้ำดื่ม สุขอนามัย และสิ่งของอุปโภคบริโภค สามารถใช้โรงเรียนหรือสถานที่ราชการเป็นศูนย์พักพิง พร้อมจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ หากขาดแคลนน้ำดื่มให้ประสานการประปาส่วนภูมิภาคโดยเร่งด่วน และสนับสนุนการทำงานของจิตอาสาที่เข้าช่วยเหลือประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6) มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าและความต้องการสนับสนุนต่อส่วนกลาง เพื่อให้สามารถสั่งการและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;7) สื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะอย่างถูกต้องและเป็นเอกภาพ ขอให้ทุกหน่วยงานรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศ และผลกระทบตามข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ลดความสับสน&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;8) ดูแลความปลอดภัยด้านระบบไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม กรณีพื้นที่ประสบอุทกภัยที่มีไฟฟ้าดับหรือจำเป็นต้องจ่ายกระแสไฟกลับเข้าสู่พื้นที่ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักก่อนดำเนินการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;9) เร่งสำรวจความเสียหาย เยียวยา และฟื้นฟู มอบหมายให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมเสมือนสถานการณ์สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยยึดหลัก &ldquo;สื่อสารฉับไว ดูแลประชาชนให้ทั่วถึง และเร่งฟื้นฟูเยียวยาอย่างเร็วที่สุด&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พร้อมกันนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 4/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลาง โดยเน้นว่าการบริหารจัดการน้ำต้องใช้ข้อมูลจากพื้นที่จริง และวิเคราะห์ที่มาของน้ำแยกเป็นรายพื้นที่ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมแต่ละแห่งแตกต่างกัน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่ามีทั้งน้ำที่ไหลมาจากทางน้ำและพื้นที่อื่น ประกอบกับบางช่วงมีปริมาณน้ำเกินกว่าความสามารถในการระบาย จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูล ระดับน้ำ ปริมาณฝน น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ และทางน้ำสาขา ให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน เพื่อใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งต่อข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยปฏิบัติใช้ประกอบการตัดสินใจในพื้นที่ได้จริง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นายเอกนิติย้ำว่า การรับมือสถานการณ์ ต้องไม่รอให้น้ำมาถึงพื้นที่ก่อนจึงดำเนินการ แต่ต้องประเมินพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบล่วงหน้า หากพบแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น ให้จังหวัดเร่งแจ้งเตือนเพื่อให้ประชาชนมีเวลาขนย้ายสิ่งของ เตรียมอพยพ และดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมศูนย์บัญชาการ ระบบสื่อสาร อาหาร ถุงยังชีพ และทรัพยากรที่จำเป็นให้พร้อมใช้งาน พร้อมทั้งให้จังหวัดนำแผนที่ความเสี่ยง Risk Map ของ GISTDA มาใช้กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและวางแผนรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยต้องแยกข้อมูลตามลุ่มน้ำอย่างถูกต้อง เนื่องจากข้อมูลบางส่วนครอบคลุมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่การประเมินลุ่มน้ำท่าจีนจำเป็นต้องประสานข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าภาพเพิ่มเติม ส่วนข้อมูลเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชรเป็นข้อมูลในลุ่มน้ำเพชรบุรี ต้องแยกออกจากการประเมินสถานการณ์ลุ่มน้ำท่าจีน เพื่อให้ข้อสรุปเชิงเทคนิคมีความถูกต้อง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านแนวโน้มอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 พื้นที่ภาคกลางยังมีฝนฟ้าคะนอง ประกอบกับปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูงและมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง เพิ่มสูงขึ้น จึงให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์และปรับแผนรับมือให้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ให้จังหวัดสำรวจและบันทึกสภาพพื้นที่และความเสียหายในปัจจุบัน ทั้งบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร ระบบไฟฟ้า และระบบประปา เพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง รวมถึงใช้ประกอบการช่วยเหลือและการดำเนินการด้านประกันภัย พร้อมเตรียมกำลังและทรัพยากรสำหรับเผชิญเหตุ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ปภ. จะประสานหน่วยงานและจังหวัดติดตามสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลล่าสุดมาประกอบการแจ้งเตือน ป้องกัน และช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถเตรียมพร้อมล่วงหน้าและลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงเทศบาลตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้เร่งดูแลประชาชนในภาคตะวันออกและจังหวัดระยองอย่างเต็มกำลัง การช่วยเหลือในพื้นที่มีการบูรณาการเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรถประกอบเลี้ยงอาหารเคลื่อนที่เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าสถานการณ์ในอำเภอเมืองระยองจะคลี่คลายภายใน 1&ndash;2 วัน ส่วนอำเภอแกลงคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้ง นายสุชาติยังระบุว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการระบบระบายน้ำในพื้นที่ตำบลทับมา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน คาดใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3&ndash;4 ปี ควบคู่กับการเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลางบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20261001a5287442d116514f2c57519eb662697e100241.jpg' type='image/jpg' length='1607300' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ย้ำแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกของขึ้นที่สูง อพยพ ลดความสูญเสีย]]></title>
<link>https://radiophrae.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2859/iid/546529</link>
<guid isPermaLink="false">aba2586f5149eee54980a96fb29cc87b</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(29 ก.ย. 69) <strong>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong> สั่งการกระทรวงมหาดไทยติดตามสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัด (กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม) จากกรณีเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีน้ำในเขื่อนมากกว่าร้อยละ 90 ของความจุ และจำเป็นต้องระบายน้ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่น้ำในแม่น้ำแควใหญ่ยังมีปริมาณมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งไหลรวมกันลงแม่น้ำแม่กลองเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้เขื่อนแม่กลอง ต้องระบายน้ำ 2,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองท้ายเขื่อนมีระดับน้ำสูงขึ้นจากปัจจุบัน 1 - 1.5 เมตร และจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด เตรียมแผนเผชิญเหตุมาปฏิบัติจริง และย้ำการแจ้งเตือนประชาชนทุกคนที่อยู่ในเส้นทางน้ำผ่านให้ทราบข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถอพยพได้อย่างสะดวกและปลอดภัยก่อนที่มวลน้ำจะมาถึง โดยกำชับให้ทั้ง 3 จังหวัดคำนวณระยะเวลาที่มวลน้ำจะมาถึงแต่ละชุมชนและประสานข้อมูลให้ตรงกัน พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ 2 ประการหลัก ได้แก่ 1. ต้องเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อนที่น้ำจะมาถึง โดยต้องไม่มีผู้ป่วยติดเตียงตกค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม และ 2. ต้องเคลื่อนย้ายรถยนต์และยานพาหนะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด โดยไม่ให้มีภาพรถยนต์จมน้ำท่วมอยู่บนถนน รวมทั้งทบทวนความพร้อมของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ศาลากลางจังหวัด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จะต้องมีแผนสำรองย้ายสถานที่ปฏิบัติงานเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะสุญญากาศในการบัญชาการ นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน 3 มื้อสำหรับประชาชนที่อพยพ เพราะในระยะแรกของการหนีน้ำ ประชาชนยังไม่สามารถประกอบอาหารเองได้&nbsp;การแจกถุงยังชีพจึงควรเป็นเรื่องที่ดำเนินการในลำดับต่อมา<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong> กำชับจังหวัดราชบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมรับมือระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งวางแนวกั้นน้ำและเสริมจุดป้องกันในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมล้นตลิ่ง และได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและชัยนาท เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือประชาชนจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น กำชับให้ท้องถิ่น ท้องที่ เร่งซ่อมแซมและแจกจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;นายวรศิษฎ์ เลียงประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong> ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดระบายน้ำค้างท่วมขังและน้ำรอการระบายในทุกจุดโดยเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายวิกฤตอย่างเคหะร่มเกล้าและเขตลาดกระบัง หากจุดใดระบายไม่ทัน ให้เร่งประสานจัดส่งเครื่องสูบน้ำและปั๊มน้ำเข้าเสริมกำลังทันที เพื่อปรับแนวทางการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด ส่วนแผนงานฟื้นฟู ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มกระบวนการสำรวจประเมินความเสียหายควบคู่ไปกับภารกิจการเร่งระบายน้ำทันที&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย</strong> ย้ำจังหวัดราชบุรี ซึ่งในช่วงนี้ที่ยังไม่มีสถานการณ์ ขอให้วางแผนรับมือตามเส้นทางน้ำ ซึ่งจะไหลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี เพราะฉะนั้นความพร้อมต่าง ๆ อาทิ การแจ้งเตือน การอพยพ การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และการบริหารจัดการน้ำ จะต้องวางแผนอย่างสอดคล้องกัน และสื่อสารให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ ส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดปลายน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ที่จะรับน้ำต่อจากจังหวัดราชบุรี สถานการณ์อุทกภัยปัจจุบันมีความผันผวนคาดการณ์ยากกว่าเดิม จึงขอให้อย่านิ่งนอนใจ การเตรียมตัวจะต้องครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน เจาะลึกไปถึงกลุ่มเปราะบางรายบุคคล และแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>กรมชลประทาน</strong> แจ้งเตือนการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 29 กันยายน 2569 จากอัตรา 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นอัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 05.00 น. วันที่ 30 กันยายน 2569 และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ด้าน ปภ. เตือนการปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าวจะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอีก 1-1.2 เมตร ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้ง 2 ฝั่ง และคลองสาขา ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น ในพื้นที่ อำเภอป่าโมก วิเศษชัยชาญ อำเภอเมืองอ่างทอง และ ไชโย จังหวัดอ่างทอง พื้นที่ ม.1-7 ตำบลชีน้ำร้าย ทับยา อำเภออินทร์บุรี ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ขอให้ผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ ดูแลกลุ่มเปราะบาง หากต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong> ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการระบายน้ำบริเวณ ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง และ สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ โดยเน้นย้ำการเร่งระบายน้ำให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ ระดมทรัพยากร เครื่องมือ เพื่อใช้ในการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ หากไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึงการหาพื้นที่ชะลอน้ำ เพื่อบรรเทาความรุนแรงอุทกภัย นอกจากนี้ให้เตรียมความพร้อมรับมือหากกรณีเกิดอุทกภัยซ้ำ โดยเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน การเตรียมศูนย์พักพิง การเตรียมการอพยพ และให้มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชน สามารถเตรียมตัวรับมือก่อนเกิดอุทกภัย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม</strong> ลงพื้นที่ สถานีสูบน้ำประเวศบุรีรมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจระบบการระบายน้ำและการทำงานของเครื่องสูบน้ำ โดยได้ร่วมกับกรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแผนที่และข้อมูลระดับน้ำ เพื่อประเมินทิศทางการไหลของน้ำ จุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง รวมถึงขีดความสามารถของระบบระบายน้ำในพื้นที่ และร่วมวางแผนเร่งระบายน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและเส้นทางสัญจรของประชาชนให้เร็วที่สุด โดยเน้นย้ำว่า ขณะนี้ต้องดำเนินการทั้ง &ldquo;บริหารจัดการน้ำ&rdquo; และ &ldquo;ดูแลประชาชน&rdquo; ควบคู่กัน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&nbsp;นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> สั่งการหน่วยงานในสังกัดระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เรือ อากาศยาน และอุปกรณ์ที่จำเป็น สนับสนุนจังหวัดในการประเมินสถานการณ์ เร่งระบายน้ำ ช่วยเหลือประชาชน และดูแลสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ เพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำ พื้นที่ประสบภัย และสนับสนุนข้อมูลประกอบการวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที กรมทรัพยากรน้ำ ระดมเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจังหวัดสระบุรี ปทุมธานี และนครสวรรค์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระดมกำลังสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อีกทั้งได้ลงพื้นที่ศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและเร่งประสานการช่วยเหลือประชาชน พร้อมเปิดครัวสนามประกอบอาหารปรุงสุกใหม่แจกจ่ายประชาชน ย้ำว่า ภารกิจในขณะนี้คือ อาหารต้องถึงคน เรือเข้าถึงชุมชน ผู้ป่วยต้องถึงมือแพทย์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา</strong> ในฐานะประธานอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา สั่งการให้กรมชลประทานเร่งบูรณาการการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนหลักอย่างเป็นระบบ ปรับเพิ่มการรับน้ำทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา เร่งผันน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำเพื่อการเกษตรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ทั้งพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและลดแรงกดดันต่อพื้นที่ตอนล่าง ให้ควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนที่เสี่ยงภัย หรือ Risk Map มาใช้ประเมินสถานการณ์และจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้จังหวัดสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที รวมถึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชน โดยมอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นเอกภาพ ลดความสับสนและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแก่ประชาชน ส่วนระดับจังหวัด ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้จัดทำแบบตรวจสอบสถานการณ์ เตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง และติดตามดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด ขณะที่ด้านการช่วยเหลือเยียวยา มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประสานกรมบัญชีกลาง เพื่อเร่งรัดการอนุมัติใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉิน โดยกรมบัญชีกลางได้จัดตั้งสายด่วน Hot Line สำหรับประสานงานและแก้ไขปัญหาให้จังหวัดต่าง ๆ โดยตรง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายวราวุธ &nbsp;ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม</strong> เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด รวม 1,267 ราย มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.18 ล้านบาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ การซ่อมแซมเครื่องจักร รวมถึงสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ โดยข้อมูลเบื้องต้นมีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,081 ราย ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว 204 ราย วงเงินรวม 769.06 ล้านบาท ด้านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดพื้นที่เฝ้าระวังสูง 2 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมบางพลี นอกจากนี้ กนอ. ยังคงเพิ่มกำลังสูบน้ำและเฝ้าระวังสถานการณ์ในนิคมฯ ที่มีความเสี่ยง ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นครหลวง บางปะอิน และบ้านหว้า (ไฮเทค) ยังคงติดตามระดับน้ำและเสริมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุอุทกภัยตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข</strong> จัดตั้งจุดบริการทางการแพทย์เพื่อให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับประชาชนในเคหะชุมชนร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร และปรับใช้ระบบ VDO Call &nbsp;DMS Tele พบแพทย์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; เพื่อให้คำปรึกษา ประเมินอาการ วางแผนการรักษา จัดส่งยาแก่ผู้ประสบภัย เพื่อให้ได้รับการดูแลต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารวิธีการใช้แอปพลิเคชันให้ประชาชนเข้าใจ นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 5 และ 6 ประสานข้อมูลและการระบายน้ำกับหน่วยงานด้านชลประทานเพื่อวางแผนการจัดระบบบริการ ผ่องถ่ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เป็นพื้นที่ประสบภัยไปยังโรงพยาบาลที่ปลอดภัย สำรวจบัญชียาคงคลัง คลังยา ระบบกระจายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้มีความพร้อม ให้กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสุขภาพจิต เตรียมความพร้อมหลังน้ำลด จัดเตรียมแผนฟื้นฟู เฝ้าระวัง ควบคุมโรค การจัดการด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การเยียวยาจิตใจให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยด้วย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</strong> ลงพื้นที่ติดตามการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพมหานคร ณ วิทยาลัยพาณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจเยี่ยมโรงครัวกลาง พอช. สำหรับประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ผ่านสายด่วน พม. โทร. 1300 บริการฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<strong>นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม</strong> ปล่อยขบวนพาหนะ เรือรวม 160 อัตรา เครื่องจักร และอุปกรณ์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อเข้าปฏิบัติภารกิจสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยกำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินสถานการณ์และจัดกำลังพาหนะให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงจุดที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือพื้นที่ที่ยานพาหนะทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน เจ้าหน้าที่ พาหนะ และเครื่องจักรเป็นสำคัญ ย้ำว่าทุกพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจะต้องพยายามเข้าถึงให้เร็วที่สุด และนำศักยภาพของทุกหน่วยงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophrae.prd.go.th/th/file/get/file/20260930c0047c31bd66fd94fdf6dab918c205bb105346.jpg' type='image/jpg' length='1714604' />
</item>
</channel>
</rss>
